TURBO โชว์ฟอร์มแกร่ง Q1/69 กำไร 175 ล้านบาท โต 20.7% รับพอร์ตสินเชื่อขยายตัว-คุมคุณภาพหนี้เบ็ดเสร็จ
บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) หรือ TURBO ผู้นำในธุรกิจสินเชื่อรายย่อย รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โชว์ผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 175.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 23.7% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตของคุณภาพพอร์ตสินเชื่อและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
นายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TURBO เปิดเผยถึงรายได้รวมในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 816.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัว +0.3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจาก 10,804.9 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า สู่ระดับ 11,494.6 ล้านบาท (เติบโต 6.4% YoY และ 3.5% QoQ) โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินให้สินเชื่อ (Yield on Loan) ได้ในระดับสูงจากการตั้งราคาที่สอดคล้องกับความเสี่ยง
ด้านรายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้อื่น อยู่ที่ 104.1 ล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 60.6% YoY (เพิ่มขึ้น 39.3 ล้านบาท) จากการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการขยายเครือข่ายพันธมิตร แม้จะมีการปรับลดลงเล็กน้อย -5.4% QoQ ตามปัจจัยทางฤดูกาล แต่ถูกวางเป็นแหล่งรายได้หลักที่จะลดการพึ่งพิงรายได้ดอกเบี้ยในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการอยู่ที่ 10.9 ล้านบาท ลดลง 41.7% YoY (ลดลง 7.8 ล้านบาท) สาเหตุสำคัญมาจากลูกค้าชำระหนี้ตรงเวลามากขึ้น ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการติดตามทวงถามหนี้ลดลง ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นและสัดส่วน NPL ที่ลดลง ในส่วนของรายได้จากการขาย อยู่ที่ 10.1 ล้านบาท เติบโต 180.6% YoY (เพิ่มขึ้น 6.5 ล้านบาท) แม้จะเติบโตสูงแต่ยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับรายได้รวม
ในด้านฐานะทางการเงิน บริษัทฯ แข็งแรงขึ้นจากการระดมทุน IPO ในปี 2568 ประกอบกับการบริหารสภาพคล่องส่วนเกิน ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงจาก 3.55 เท่า เป็น 2.28 เท่า โดยมีสินทรัพย์รวม 12,951.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% YoY ส่วนของผู้ถือหุ้น 3,954.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.5% YoY ต้นทุนทางการเงิน ลดลง 18.9% YoY อยู่ที่ 87.4 ล้านบาท จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการบริหารโครงสร้างทุน
นายสุธัช กล่าวถึง 4 ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ดังนี้
-
การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ (Growth): พอร์ตสินเชื่อ-สุทธิเพิ่มขึ้นจาก 11,102.5 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 11,494.6 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ หรือเติบโต 3.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 6.4% จากไตรมาส 1/2568 โดยบริษัทฯ ยังสามารถรักษา Yield on Loan ได้ในระดับเดิม
-
ค่าใช้จ่ายด้านเครดิต (Credit Cost) ที่ลดลง: Credit Cost ลดลงจาก 5.2% ในไตรมาสก่อน เหลือ 4.5% ในไตรมาสนี้ จากคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนหนี้เสีย (% Stage 3) ที่ลดลงจาก 3.96% สิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 3.68% ซึ่งส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ลดลง 14.0 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้ตั้งสำรองส่วนเพิ่ม (Management Overlay) อีกร้อยละ 5 หรือ 20.8 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หากไม่รวมสำรองส่วนเพิ่มดังกล่าว Credit Cost ในไตรมาสนี้จะอยู่ที่ 3.8% ซึ่งสะท้อนคุณภาพพื้นฐานของพอร์ตสินเชื่อที่แข็งแรง
-
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Operating Cost) ที่ลดลงจากไตรมาสก่อน: ค่าใช้จ่ายลดลง 23.2 ล้านบาท หรือ 5.7% เนื่องจากรายจ่ายที่เกี่ยวกับการ IPO ในปีก่อนสิ้นสุดลง ค่าเสื่อมราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากสาขาที่ครบระยะเวลาตัดค่าเสื่อม และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในงานสำนักงานใหญ่ทำให้ Cost to Income ลดลงจาก 54.8% เหลือ 52.4%
-
รายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Insurance Revenue) ที่เติบโต: รายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากปีก่อน จากการเพิ่มผลิตภัณฑ์ประกันและการขยายเครือข่ายพันธมิตรประกันภัย ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มีแหล่งรายได้ที่กระจายตัวขึ้น และลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยเพียงทางเดียว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีมุมมองและทิศทางในอนาคตว่า แม้เศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และหนี้ครัวเรือน แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพภายใต้ 4 แนวทางหลัก คือ การขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง, เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยี, กระจายแหล่งรายได้ผ่านธุรกิจประกันภัย และเตรียมความพร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (Development Banks) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว









