กังวลสงคราม และ กำแพงภาษี / 1,570-1,590
คาด SET Index พักตัวลง: แรงกดดันจากความกังวลในประเด็นความไม่สงบในตะวันออกกลาง และประเด็น USTR ที่เตรียมตั้งกำแพงภาษีกับไทย ขณะที่รอจับตาตัวเลข Nonfarm Payroll ในคืนวันศุกร์หลังตัวเลขภาคแรงงานออกมาดีกว่าคาด
กลยุทธ์การลงทุน
1) Domestic Stock : AEONTS, BEM, CENTEL, CPALL, CPAXT, CPN, ERW, KBANK, KTB, KTC, MINT, CBG, SCB, TIDLOR, TNP, TRUE
2) Outlook ดีใน 2Q69: AMATA, CRC, GULF, OR, OSP, SPALI, SIRI, STECON, WHA
3) พลังงาน: PTT, PTTEP, SPRC, TOP
4) คาดเข้า SET50/100 เบื้องต้น: BCP₅₀, BTG₅₀, TFG₅₀, NER₁₀₀, PSL₁₀₀, THCOM₁₀₀
-
ตะวันออกกลางยังดันน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบ WTI ยังเร่งตัวขึ้นต่อเป็นวันที่ 3 โดยปรับตัวขึ้นรวม 8.73% หลังสหรัฐรายงานว่าอิหร่านส่งโดรนเข้าโจมตีฐานทัพของสหรัฐ ทำให้ตลาดกลับมากังวลถึงความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงระหว่างกัน ตลาดหุ้นสหรัฐพักตัวลงสั้นๆมองจะสร้างแรงกดดันให้ตลาดหุ้นในเอเชียด้วยเช่นกันด้านเลบานอนตกลงขยายเวลาหยุดยิงกับอิสราเอลแล้ว โดยมีเงื่อนไขคือ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องถอนกำลังออกจากเลบานอนตอนใต้ อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมองเป็นบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น แนะนำ Trading สั้นๆระหว่างวัน
-
USTR เขย่าสินค้าส่งออกไทย: สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ออกมาเปิดเผยข้อเสนอมาตรการทางภาษีภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศและเขตเศรษฐกิจ 60 แห่งทั่วโลก อันรวมถึงประเทศไทย โดยระบุว่าเป็นการสกัดกั้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ(Forced Labor) ซึ่งไทยจะโดนตั้งกำแพงภาษีที่ 12.5% แต่มีการระบุเงื่อนไขสำหรับสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่มไทยที่จะเก็บอัตราภาษีที่ต่ำลงมา อย่างไรก็ดีมูลค่าการส่งออกของสินค้าประเภทสิ่งทอ และ เครื่องนุ่งห่มไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐมีมูลค่าเพียง 1.55% ของมูลค่ารวมของสินค้าส่งออกทั้งหมดในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.69 ส่วนสินค้าที่จะตรงตามเกณฑ์ Forced Labor ซึ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบได้แก่ อาหารสัตว์ น้ำมันปลา ปลาสด ผลิตภัณฑ์เนื้อปลา กุ้ง และ อ้อย ในระยะถัดไปสหรัฐยังอนุญาตให้มีการอุทธรณ์ก่อนจะตัดสินอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.69 เบื้องต้นในส่วนของอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ข้อมูลการส่งออก เดือน เม.ย. ) มองหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่กล่าวมามีโอกาสถูกกดดัน และเปิดโอกาสให้หุ้น Domestic ที่มีมาตรการรัฐหนุนน่าสนใจกว่าในช่วงสั้น
-
ตลาดรอจับตาตัวเลขแรงงานสหรัฐ : โดยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานภาคเอกชน เดือน เม.ย. และ ตัวเลข ADP Nonfarm Employment Change เดือน พ.ค. ออกมาดีกว่าคาดทั้งคู่ สร้างความคาดหวังในการประกาศตัวเลข Nonfarm Payrolls ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
(+) ผู้ว่าฯธปท.เผยได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน ปรับลดค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและ SMEs ครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.69
(+) ข้อมูลจาก S&P Global ระบุว่า PMI ภาคการผลิตของภูมิภาคอาเซียนปรับตัวขึ้นสู่ 51.5 ในเดือนพ.ค.69 จาก 50.7 ในเดือนเม.ย.69 โดยโรงงานต่างๆมีคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้
(-) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เปิดตัวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาส โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่คาดว่าจะโต 2.9% เหลือโต 2.8% ในปี 2569
(-) ธปท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนพ.ค.69 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 42.5 จาก 43.5 ในเดือนก่อนโดยเฉพาะด้านผลประกอบการ และการผลิตเป็นสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย
Picks of the day
KBANK (BUY)
-
เป้าหมาย: 208 / 210 แนวรับ: 200 / 202
-
KBANK เป็นเจ้าตลาดสินเชื่อ SME: KBANK เป็นเจ้าตลาดสินเชื่อ SME โดยมีสัดส่วนถึง 29% ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ BBL ที่มีสัดส่วน 19.4% ค่อนข้างมาก โดยสินเชื่อ SME เป็นสินเชื่อที่มีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก และรัฐบาลมักจะมีมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริม SME ซึ่งจะทำให้ KBANK ได้ประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย
-
ได้ลุ้นจ่ายปันผลสูงที่สุดในกลุ่ม: ในปี 68 KBANK เป็นธนาคารที่จ่ายปันผลสูงที่สุดในกลุ่ม โดยจ่ายปันผล 12 บาท/หุ้น และมีการจ่ายปันผลพิเศษอีก 2 บาท/หุ้น รวม 14 บาท/หุ้น ส่วนปี 69 เราคาดว่า KBANK จะจ่ายปันผล 12.50 บาท/หุ้น ซึ่งก็เป็นระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มอยู่แล้ว และยังมีความเป็นไปได้อีกที่ปีนี้ KBANK จะยังคงมีการจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มเติมอีก เนื่องจากตอนนี้ KBANK มี ROE 8.8% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าที่ KBANK ตัองการจะเพิ่มระดับ ROE ขึ้นเป็น 2 หลัก
STECON (BUY)
-
เป้าหมาย: 17.50 / 18.30 แนวรับ: 15.40 / 15.90
-
ครม.เห็นชอบรายละเอียดงบปี 2570: ครม. เห็นชอบในรายละเอียดงบปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เท่ากับงบประมาณปีก่อนหน้า เพื่อประกาศใช้ได้ทันใน 1 ต.ค. 69 ซึ่งจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายลงทุนมีความต่อเนื่อง หน่วยงานฯสามารถจัดทำแผนเปิดประมูลโครงการใหม่ๆได้ตามเป้าหมาย เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มรับเหมาฯ
-
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q69 โดดเด่นสุดในปี: แนวโน้ม 2Q69 รายได้สูงขึ้น q-q จากไตรมาสแรกที่จะเป็นฐานต่ำตามปัจจัยฤดูกาล แต่แนวโน้มต้นทุนที่สูงขึ้นกดดัน GPM-ก่อสร้างชะลอลง q-q อย่างไรก็ตามเรายังมองงบ 2Q69 กำไรสูงขึ้น y-y และ q-q จากปันผลของ GULF ที่เข้ามาสูงถึง 736 ลบ. ภาพกำไรปีนี้จะโดดเด่นที่สุดใน 2Q69 เบื้องต้นประเมินกำไร +-850 ลบ. +74%y-y +155%q-q








