บล.กสิกรไทย:
SCC การขาย CAP ออกไปหนุนการลดภาระหนี้
- ขายหุ้นใน CAP สัดส่วน 14.86%… SCC เปิดเผยว่า SCG Chemicals หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด ได้ทยอยจำหน่ายหุ้นใน PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ผ่านกระดานหลักและกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) ของตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียในช่วงต้นเดือน มิ.ย.2569 โดยหุ้นที่จำหน่ายคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.86% ของ CAP และคิดเป็นมูลค่าธุรกรรมรวมประมาณ 2.49 หมื่นลบ.
- …สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ การจำหน่ายหุ้นสัดส่วน 14.86% สูงกว่าเป้าหมายเดิมของบริษัทที่ตั้งเป้าจะจำหน่ายประมาณ 10.57% สะท้อนการเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักเป็นเงินสดได้มากกว่าที่คาด ทั้งนี้ หลังธุรกรรมดังกล่าว สัดส่วนการถือหุ้นของ SCGC ใน CAP จะลดลงเหลือประมาณ 15.71%
- ไม่กระทบกำไร/ขาดทุน… เงินที่ได้รับจากการขายหุ้นจะไม่ถูกบันทึกผ่านงบกำไร/ขาดทุนของ SCC เนื่องจากก่อนหน้านี้ SCC ได้เปลี่ยนวิธีการบัญชีของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นการรับรู้ในรูปเงินปันผล (เงินลงทุนอื่น) แล้ว นอกจากนี้ SCC ยังได้รับรู้ภาระภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น ธุรกรรมนี้จึงส่งผลกระทบหลักต่องบดุลมากกว่างบกำไร/ขาดทุน
- …แต่เป็นบวกต่องบดุล เรามองว่าธุรกรรมดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่องบดุลของ SCC โดยเงินสดที่ได้รับจะช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินในช่วงที่วัฏจักรปิโตรเคมียังคงมีความผันผวน อีกทั้งยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญของผู้บริหารต่อวินัยทางการเงินและการเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุนผ่านการจัดสรรเงินทุนใหม่ ทั้งนี้ จากเงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้นดังกล่าว เราประเมินว่ามูลค่าทางบัญชีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5 บาท/หุ้น ขณะที่อัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA จะยังอยู่ที่ราว 4.5 เท่า แม้บริษัทฯ จะมีการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการวัตถุดิบอีเทนของโครงการลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ในเวียดนามในช่วงปี 2569-70
- ธุรกรรมดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายเกณฑ์การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากขนาดรายการคิดเป็น 11.39% ของกำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
มุมมอง KS
- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย ที่ 248.00 บาท เพื่อสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากเงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้นประมาณ 4-5 บาท/หุ้น เราจึงปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ขึ้นเล็กน้อยจาก 245 บาท เป็น 248 บาท โดยยังอิงตาม PBV ที่ 0.84 เท่า หรือ -0.5SD เช่นเดิม ทั้งนี้ แม้ว่าธุรกรรมนี้จะเป็นกลางในแง่ของกำไร แต่เงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้นถือเป็นปัจจัยบวกต่องบดุลและมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหากนำไปใช้ลดหนี้หรือใช้ลงทุนในโครงการเชิงกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น โครงการวัตถุดิบอีเทน ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”








