CPI ไม่เท่าไหร่ แต่ยังกังวลใจสงคราม / 1,550–1,565

คาด SET Index ปรับตัวลง: แรงกดดันจากความกังวลในภาพสงคราม และ การรอจับตาตัวเลข PPI รวมถึงผลการประชุม ECB ที่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps นักลงทุนจึงอาจไม่เร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากนัก ส่วนความหวังมองประเด็น TISA อาจช่วยพยุงตลาดหากมีความคืบหน้าในระหว่างวัน

กลยุทธ์การลงทุน

1) หุ้นปลอดภัย และ Defensive : BDMS, BH, BCH, TTW, TRUE, ADVANC, GULF

2) พลังงาน : PTTEP, SPRC, TOP, BCP

3) Domestic Play: AEONTS, CPALL, ERW, KTB, SCB, TNP, MINT, CENTEL, TACC, BJC

4) Outlook ดีใน 2Q69: OR, OSP, SPALI, SIRI, STECON, WHAUP

5) คาดเข้า SET50/100: BCP₅₀, BTG₅₀, TFG₅₀, NER₁₀₀, PSL₁₀₀, THCOM₁₀₀

  • CPI ไม่สร้าง Negative Surprise แต่กังวลใจ PPI และ สงคราม : ตัวเลข CPI และ Core CPI ขยายตัวแบบ m-m ที่ 0.5% และ 0.2% ลดลงจากเดือนก่อนที่ 0.6% และ 0.4% ส่วนภาพ y-y ขยายตัวตามตลาดคาดที่ 4.2% และ 2.9% เนื่องจากตัวเลข m-m เห็นการลดลง และตัวเลข y-y เป็นไปตามที่ตลาดคาด จึงไม่ได้สร้าง Negative Surprise ให้ตลาดมากนัก อย่างไรก็ดีตลาดยังไม่วางใจในภาพเงินเฟ้อ เนื่องจาก 1) ในคืนนี้ยังมีตัวเลข PPI และ Core PPI ซึ่งคาดว่าภาพ y-y จะออกมาเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนเช่นกัน และ 2)ภาพสงครามในตะวันออกกลางที่กลับมาน่ากังวลหลังทรัมป์ประกาศจะทำการโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงอีกครั้งหากอิหร่านยังไม่ยอมรับในข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐยื่นเสนอ และอาจมีการโจมตีโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกระลอกหากอิหร่านใช้เวลาพิจารณานานเกินไป ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นแตะระดับ $92 อีกครั้ง จึงมองตลาดอาจยังไม่เร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุน คาดหุ้นกลุ่ม Defensive รวมถึง กลุ่มโรงพยาบาล และ ธนาคาร จะเป็นแหล่งพักเงินที่น่าสนใจ นอกจากนี้แนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่ม Yield Play เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ และ การเงิน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของทิศทาง Bond Yields สหรัฐ
  • ECB อาจสร้างความกังวลในนโยบายการเงิน : คาดตลาดจับตาผลการประชุม ECB ใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสัญญาณชี้นำก่อนถึงการประชุมเฟด และ BOJ ในสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดคาดจะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก(Deposit facility rate) อีก 25 bps ทำให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางอื่นๆ จะอิงนโยบายการเงินในเชิง Hawkish มากขึ้น และ กดดันต่อ Valuation ของตลาด รวมถึงเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ และ อาจสร้างแรงกดดันให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน

  • หวังใจให้ดัน TISA ออกมา : กระทรวงการคลังเตรียมเข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันนี้ เพื่อผลักดันมาตรการ TISA โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจ มองในระหว่างวันหากมีการเผยความคืบหน้าออกมา จะช่วยพยุง Downside ของตลาด มองบวกกับหุ้นขนาดใหญ่-กลาง ที่เป็นเป้าหมายของกองทุนในโครงการ TISA

+ ปัจจัยเพิ่มเติม –

(+) กกร.ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026 เป็นขยายตัวที่ 1.6-2.0% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.2-1.6% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกปีนี้เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัวเลย

(+) กรมที่ดินเผยผลดำเนินมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาฯ เหลือ0.01%ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.68 – 31 มี.ค.69 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรวมกว่า 12,771 ล้านบาท มีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 4.31 แสนราย

(+) JAS เผยว่าได้รับลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จากฟีฟ่าแล้ว และ เตรียมถ่ายทอดสดวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค.69 หนุนหุ้นกลุ่มอาหาร และ เกี่ยวข้อง

(-) Bloomberg ระบุว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 รัฐบาลประเทศต่างๆได้ออกพันธบัตรผ่านการจัดจำหน่ายโดยกลุ่มธนาคารแล้วรวมกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่า 1H63 ที่หลายประเทศต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงโควิด แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนภาวะขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Picks of the day

WHAUP [BUY]

  • เป้าหมาย 6.15 / 6.30 แนวรับ 5.65 / 5.80

  • แม่พัฒนานิคม ลูกรับประโยชน์ระยะยาว: WHAID อยู่ระหว่างศึกษาพัฒนานิคมใหม่ โดยเป็นการรวมกลุ่มธุรกิจ Data center, Cloud service และ AI ให้เป็นนิคมของ Data center เพื่อรองรับกับดีมานด์ที่เข้ามามาก และเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อการรองรับต่อการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมของไทยจากธุรกิจแบบการผลิตเดิมมาสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น ทำให้เรามอง WHAUP มีการเติบโตที่ดีในอนาคตและ Capacity charge เข้ามาต่อเนื่อง

  • ธุรกิจพลังงานทดแทนโดดเด่น: หลังจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น และต้นทุนพลังงานอาจอยู่ในระดับสูงยาวนาน ทำให้เป็นตัวเร่งพลังงานทดแทนมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น โดยธุรกิจ Solar roof สามารถ COD ได้มากขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องในปีนี้

BTG [BUY]

  • เป้าหมาย 20.60 / 21.10 แนวรับ 19.50 / 19.80

  • ราคาหมูปรับตัวขึ้น: ราคาขายเนื้อหมูปรับตัวขึ้น 2 สัปดาห์ติดต่อกันจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นผ่านนโยบายภาครัฐ อีกทั้งคาดฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 2H69 ตามอุปทานที่ลดลงจากการที่เกษตรกรรายย่อยลดปริมาณแม่พันธุ์ และสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้สุกรเติบโตช้า

  • บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโต: บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปีนี้เติบโตในระดับ 3-7% ผ่าน3 กลยุทธ์หลัก 1.ขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดยุโรปมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากลูกค้าต้องการเพิ่มสต็อกสินค้าและมีคำสั่งซื้อเต็มล่วงหน้าไปจนถึงไตรมาส 3 แล้ว 2.ปรับ Product mix และช่องทางการขายที่มี Margin สูงมากขึ้น 3.บริหารและปรับปรุงต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ

- Advertisement -