บล.กสิกรไทย:

กลุ่มการเงิน สภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจยังท้าทาย

  • เราพบว่าดัชนีราคารถยนต์มือสองและรถบรรทุกมือสองในเดือนเม.ย. ปรับตัวลดลงอย่างมาก MoM โดยคาดว่าสาเหตุหลักมาจากการเกิดสงครามในตะวันออกกลาง
  • คาดราคารถยนต์และรถบรรทุกมือสองจะยังลดลงต่อ จากอุปทานที่เพิ่มขึ้นตามการก่อตัวของ NPL ที่สูงขึ้น และอุปสงค์ที่อ่อนแอลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • เรามองว่าสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจมีความท้าทายมากขึ้น แนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัด เลือก TIDLOR, TURBO และ KTC เป็นหุ้นเด่น

Investment Highlight

  • ราคารถยนต์มือสองในเดือนเม.ย. ปรับตัวลดลงอย่างมาก MoM เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ธปท. รายงานว่าดัชนีราคารถยนต์มือสองอยู่ที่ 86.68 ในเดือนเม.ย. ปรับตัวลดลงอย่างมาก 12.8% MoM และ 11.4% YoY แม้ว่ายังคงเพิ่มขึ้น 2.6% ในเชิง YTD เราเชื่อว่าราคารถยนต์มือสองที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นภายหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. ซึ่งส่งผลกดดันต่อความต้องการซื้อรถยนต์ของผู้บริโภค
  • คาดว่าราคารถยนต์มือสองจะทยอยลดลงต่อเนื่อง ในระยะข้างหน้า เราคาดว่าราคารถยนต์มือสองจะยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เราไม่คาดว่าจะเห็นการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเพิ่มเติม เนื่องจากอุปทานยังอยู่ในระดับตึงตัว จากอัตราการยึดรถของสถาบันการเงินที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ราคารถยนต์มือสองปรับตัวลงในปี 2565-67 อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าราคารถยนต์มือสองจะทยอยอ่อนตัวลงในระยะยาว จากอุปทานที่เพิ่มขึ้นตามระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อาจสูงขึ้นในระบบ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงและแรงกดดันเงินเฟ้อด้านต้นทุนจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
  • ราคารถบรรทุกมือสองปรับตัวลดลง MoM และยังคงอยู่ในระดับต่ำ ดัชนีราคารถบรรทุกมือสองอยู่ที่ 63.8 ในเดือนเม.ย. ลดลง 6.8% MoM ขณะที่ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 3.2% YTD เราเชื่อว่าการอ่อนตัวของราคารถบรรทุกมือสองในเชิง MoM มีสาเหตุจากปัจจัยเดียวกับตลาดรถยนต์มือสอง โดยเฉพาะอุปสงค์ที่อ่อนแอลงและต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ภายหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น
  • คาดว่าราคารถบรรทุกมือสองจะยังปรับตัวลดลงต่อ เราเชื่อว่าราคารถบรรทุกมือสองจะยังคงอ่อนตัวลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางของตลาดรถยนต์มือสอง โดยกลุ่มรถบรรทุกอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่า จากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการรถบรรทุกและกลุ่มลูกค้าหลัก อย่างไรก็ตาม เราไม่คาดว่าดัชนีราคารถบรรทุกมือสองจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เนื่องจากระดับราคาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ และอุปทานในตลาดยังมีจำกัด นอกจากนี้ คุณภาพสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ดีขึ้นจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ยังช่วยให้อัตราการยึดรถอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ปริมาณรถบรรทุกมือสองเข้าสู่ตลาดไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

มุมมอง KS

  • มุมมองเป็นกลาง เรายังคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่ม โดยมองว่าสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจมีความท้าทายมากขึ้น จากราคารถมือสองที่ปรับตัวลดลง ความเสี่ยงจาก NPL ที่เพิ่มสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกดดันต่อแนวโน้มกำไรของกลุ่ม ดังนั้น เราแนะนำให้เลือกลงทุนเป็นรายบริษัท โดยเน้นบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเหล่านี้จำกัด และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง
  • เลือก TIDLOR, TURBO และ KTC เป็นหุ้นเด่น หุ้นเด่นของเรา ได้แก่

1) TIDLOR (ราคาเป้าหมาย 21.9 บาท) ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มเกษตรกรต่ำ มีเงินสำรองรองรับความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราสำรองต่อหนี้สูญ (coverage ratio) สูงกว่า 340% พร้อมอัตราตอบแทนเงินปันผล 4% และมีแผนบริหารเงินทุนเชิงรุก

2) TURBO (ราคาเป้าหมาย 2.2 บาท) ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัจจัยลบดังกล่าวต่ำเช่นกัน และคาดว่ากำไรจะเติบโตแข็งแกร่งราว 20% ในปี 2569 ขณะที่มูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำมาก

3) KTC (ราคาเป้าหมาย 39.0 บาท) ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักเป็นพนักงานประจำที่มีรายได้จากเงินเดือน ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมอัตราตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจระดับ 6%

- Advertisement -