ASTR ลุยศึกษาแผนซื้อกิจการ บลจ. จับมือ PrimePartners Group เสริมแกร่ง Value Chain สินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจร
บริษัท แอสตร้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASTR เดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาการเข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งหนึ่ง ควบคู่กับการลงนามความร่วมมือกับ บริษัท ไพร์ม พาร์ทเนอร์ส จำกัด หรือ nPrime Partners พันธมิตรด้านบริหารสินทรัพย์ที่มีเครือข่ายและประสบการณ์ระดับภูมิภาค เพื่อเตรียมพร้อมพัฒนาธุรกิจและต่อยอดผลิตภัณฑ์ทางการเงินร่วมกัน
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ASTR ในการเข้าสู่ธุรกิจ Asset Management ภายใต้โครงสร้างที่มีทั้งใบอนุญาต การกำกับดูแล และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดย nPrime Partners เป็นบริษัทในกลุ่ม PrimePartners Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการด้านการบริหารสินทรัพย์ระดับภูมิภาคสัญชาติสิงคโปร์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2537 มีสำนักงานครอบคลุม 10 ประเทศทั่วเอเชีย และมีความเชี่ยวชาญในการให้บริการกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง ทั้งในรูปแบบ Multi-Family Office, Private Wealth, Private Fund และ Private Equity
โอกาสในตลาด Asset Management ไทย
ตลาด Asset Management ของไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่และมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกว่า 13 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ โดยหลายกลุ่มมีการเติบโตโดดเด่น เช่น กองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Fund ซึ่งมีขนาดตลาดประมาณ 2 ล้านล้านบาท1 และเติบโตเฉลี่ยราว 12% ต่อปี
สำหรับ ASTR การเข้าสู่ธุรกิจ Asset Management จึงเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าฐานธุรกิจเดิมอย่างมีนัยสำคัญ หากบริษัทสามารถสร้างส่วนแบ่งตลาดได้แม้เพียงระดับเล็กน้อย เช่น 1% ก็อาจแปลงเป็นฐานสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่มีมูลค่าระดับแสนล้านบาท ซึ่งเป็นขนาดที่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับฐานธุรกิจปัจจุบันของบริษัท
นอกจากนี้ โอกาสของ ASTR ในธุรกิจ Asset Management ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบดั้งเดิม แต่เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดทุนไทยกำลังเริ่มเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่โครงสร้างกองทุนมากขึ้น หลัง ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์ให้กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคลสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และอยู่ระหว่างวางหลักเกณฑ์รองรับ Crypto ETF ในประเทศไทย ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ ASTR ต่อยอดจาก Bitcoin Treasury และ Digital Asset Custody ไปสู่ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เชื่อมสินทรัพย์ดิจิทัลกับตลาดทุนกระแสหลักได้ในอนาคต คล้ายกับบทบาทของผู้เล่นระดับโลกอย่าง Grayscale, Bitwise และ BlackRock ที่ช่วยนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ตลาดทุนกระแสหลักในต่างประเทศ
จิ๊กซอว์สำคัญสู่ Ecosystem สินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจร
นับตั้งแต่กลุ่มนักลงทุนใหม่เข้ามาปรับทิศทางธุรกิจในเดือนสิงหาคม 2568 และบริษัทได้รีแบรนด์จาก DV8 เป็น Astra Enterprise หรือ ASTR บริษัทได้เดินหน้าวางรากฐานธุรกิจใหม่อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี โดยมุ่งสร้าง Value Chain ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การถือครองสินทรัพย์ การดูแลรับฝาก ไปจนถึงการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์การลงทุนภายใต้การกำกับดูแล โดยธุรกิจหลักที่ได้วางรากฐานไว้แล้ว ได้แก่
- Bitcoin Treasury
การถือครองและบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลบนงบดุล โดย ASTR ได้เข้าลงทุนใน Bitplanet ซึ่งมีกลยุทธ์ในการเป็น Bitcoin Treasury ในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนกันยายน 2568 โดย[หากพิจารณาจำนวน Bitcoin ที่ถือครอง] Bitplanet อยู่ในอันดับที่ 78 ของโลก และอันดับที่ 14 ของเอเชียในกลุ่มบริษัท Bitcoin Treasury
- Licensed Digital Asset Custody
การให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ใบอนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) โดย ASTR เข้าซื้อกิจการ Rakkar Digital ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในผู้เล่นเพียงสองรายในตลาด
- Regulated Asset Management
การบริหารจัดการสินทรัพย์ภายใต้ใบอนุญาตและกรอบกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเป็นดีลล่าสุดที่บริษัทได้เข้าลงนามศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการในธุรกิจ Asset Management ในเดือนมิถุนายน 2026
การรุกเข้าสู่ธุรกิจ Asset Management จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยเติมเต็ม Ecosystem ของ ASTR ให้มีความครบวงจรมากขึ้น โดยจะทำให้ ASTR ขยับจากการเป็นผู้ถือครองและดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ไปสู่การเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการลงทุนที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ผ่านโครงสร้างตลาดทุน โดยมี Rakkar Digital เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน Custody และมีธุรกิจ Asset Management เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับตลาดทุนกระแสหลัก
ต่อยอดแผน Jump+ มุ่งสู่ Top 5 ของเอเชีย
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนแผนการเติบโต “Jump+” ที่มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ Bitcoin Treasury ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้ครอบคลุม โดยบริษัทตั้งเป้าขยายสินทรัพย์ภายใต้การดูแลให้แตะระดับ 10,000 BTC พร้อมยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้เล่นอันดับ Top 5 ของเอเชียในทุกธุรกิจที่ทำ ภายในปี 2028









