บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):

Thailand Automotive: คาดกำไรเติบโต YoY ทุกบริษัทใน 2Q69 (NEUTRAL)

คงมุมมอง “เท่าตลาด” โดยแนะนำ “ซื้อ” 1 และ “ถือ” 2

เราคงมุมมอง “เท่าตลาด” ต่อกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไทย โดยแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ AH และ “ถือ” สำหรับ SAT และ STANLY สะท้อนการเติบโตของกำไรปกติของกลุ่มที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดมี CAGR เพียง 4% ในช่วงปี 2568-71 เรายังคงเลือก AH เป็นหุ้นเด่น จาก 1) คาดมีกำไรปกติปี 69 เติบโตสูงสุดในกลุ่มที่ 13% YoY 2) มีระดับ P/E ปี 69 ต่ำสุดเพียง 5.7 เท่า และ 3) คาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับใกล้เคียงคู่แข่งที่ 6-8% ในช่วงปี 69-71 ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ SAT และ STANLY จากจุดเด่นด้านอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงราว 8-9% ในช่วงปี 69-71

คาดกำไรปกติ 2Q69 เติบโตจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น

เราคาดว่าบริษัททั้ง 3 แห่งภายใต้การวิเคราะห์จะรายงานกำไรปกติใน 2Q69 เติบโต YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดย AH คาดมีกำไรเติบโตสูงสุดที่ 30% YoY จากการฟื้นตัวของ GPM ในโรงงานประเทศโปรตุเกส และฐานกำไรที่ต่ำใน 2Q68 ขณะที่ SAT และ STANLY คาดมีกำไรปกติเติบโต 9% YoY และ 5% YoY ตามลำดับ จากการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ายอดขายยังอยู่ในระดับที่ไม่โดดเด่น

AH ยังคงเป็นหุ้นเด่น จากการได้รับคำสั่งซื้อในธุรกิจ EV

เรายังคงเลือก AH เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เนื่องจากคาดกำไรปกติในช่วงปี 68-71 จะเติบโตเฉลี่ย 12% CAGR สูงกว่าคู่แข่งที่มีเพียง 2% CAGR อีกทั้ง AH ยังมีความพร้อมในการรองรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศมากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม ปัจจัยกระตุ้นการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น ได้แก่ การเติบโตของกำไรอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2Q-3Q69 จากโครงการใหม่ที่สร้างรายได้ราว 500 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการฟื้นตัวของ GPM จากการลดลงของผลขาดทุนในโรงงานประเทศโปรตุเกส ประมาณการกำไรปกติปี 69/70 ของเราสูงกว่าประมาณการของตลาด (Settrade Consensus) อยู่ 4% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากเรามีมุมมองเชิงบวกมากกว่าต่อการฟื้นตัวของโรงงานในโปรตุเกส ซึ่งเริ่มเห็นยอดขายปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขาย 1.35 พันล้านบาทใน 1Q69 เทียบกับ 1.21 พันล้านบาทใน 1Q68

SAT & STANLY ได้ประโยชน์หากสถานการณ์ตะวันออกกลางดีขึ้น

สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลายจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มยานยนต์ไทย เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเคยมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ของไทยในปี 68 แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือ 16% ของการส่งออกรวมในช่วง 4M69 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ยังคงเป้าหมายการส่งออกรถยนต์ปี 69 ที่ 950,000 คัน หรือทรงตัว YoY ณ เดือนพฤษภาคม 2569 หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถยุติลงได้อย่างสมบูรณ์ จะเป็นผลบวกต่อ SAT และ STANLY มากที่สุด โดยเราประเมินว่ารายได้ในปี 68 ของทั้งสองบริษัทมีสัดส่วนที่เชื่อมโยงกับตลาดตะวันออกกลางอยู่ที่ประมาณ 15% และ 11% ตามลำดับ

- Advertisement -