PTG เปิดตัวโรงไฟฟ้าขยะ “บ้านพรุ” เสริมแกร่งพอร์ต Non-Oil รุกพลังงานสะอาดเต็มตัว 

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ประกาศความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) โรงไฟฟ้าขยะชุมชน ณ เทศบาลเมืองบ้านพรุ จังหวัดสงขลา โดยเริ่มรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา การเริ่มต้นโครงการนี้ถือเป็นการเปิดตัวสินทรัพย์ประเภท Defensive Asset ที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความผันผวนต่ำ ซึ่งจะเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตธุรกิจน้ำมันที่มีความผันผวนด้านค่าการตลาด โดยโครงการขนาด 4.5 เมกะวัตต์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มบริษัทในระยะยาว

ความสำเร็จจากความมุ่งมั่นและมาตรฐานทางเทคนิคระดับสากล (Operational & Financial Excellence)

โครงการโรงไฟฟ้าขยะบ้านพรุคือบทพิสูจน์ถึงความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านกฎระเบียบของ PTG โดยโครงการนี้เริ่มต้นศึกษาและลงนามสัญญาสัมปทานมาตั้งแต่ปี 2557-2558 ผ่านช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและกฎระเบียบจากหลายกระทรวง แต่บริษัทสามารถผลักดันจนบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถในการประสานงานกับภาครัฐและชุมชนได้อย่างดีเยี่ยมในเชิงเทคนิค PTG ได้เลือกใช้เทคโนโลยีระดับโลกจาก  Conch Kawasaki  (พันธมิตรระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านปูนซีเมนต์และพลังงานจากจีนและเทคโนโลยีชั้นสูงจากญี่ปุ่น) ซึ่งมีประสบการณ์บริหารจัดการโรงไฟฟ้าขยะมากกว่า 165 แห่งทั่วโลก ทำให้ระบบมีความเสถียรสูงแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความชื้นและความหลากหลายของขยะชุมชนในประเทศไทยตัวเลขสำคัญเชิงกลยุทธ์ของโครงการ:

  • มูลค่าการลงทุนรวม:  ประมาณ 1,350 ล้านบาท โดยเป็นโครงการต้นแบบ (Pilot Plant) ที่สร้างองค์ความรู้เพื่อลดต้นทุนในการขยายโครงการถัดไป
  • ประสิทธิภาพการดำเนินงาน:  แม้สเปคการออกแบบต้องใช้ขยะ 330 ตันต่อวัน แต่ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 5.1 – 5.3 เมกะวัตต์ โดยใช้ขยะเพียง 240 – 260 ตันต่อวัน สะท้อนถึงประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป
  • โครงสร้างรายได้และสัญญา:  สัญญาขายไฟฟ้า (PPA) ปริมาณ 4.5 เมกะวัตต์ ในอัตรา 5.7 – 6 บาทต่อหน่วย (รวม Premium) เป็นระยะเวลา 20 ปี
  • การจัดการสิ่งแวดล้อม:  ขีดความสามารถในการจัดการขยะ 300 ตันต่อวัน และมุ่งเป้ากำจัดขยะสะสมในบ่อเดิมให้หมดสิ้นภายใน 10 ปี เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 30 เท่า

การขยายห่วงโซ่คุณค่าและ RDF ในฐานะโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อม (Strategic Value Chain & RDF)

PTG ไม่ได้มองโรงไฟฟ้าเป็นเพียงแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าขยะแบบครบวงจร โดยการคัดแยกขยะเพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) เกรดพรีเมียม (High Heating Value) ซึ่งกลายเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างรายได้ใหม่RDF ในฐานะสินค้าเชิงกลยุทธ์:

  • การเป็นพันธมิตรและทางออกของอุตสาหกรรม:  ร่วมกับ  SCG  และ  ไทยไพบูลย์  ในการจำหน่าย RDF เพื่อใช้ทดแทนถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดย RDF ของ PTG ทำหน้าที่เป็น  Regulatory Hedge  ให้กับพันธมิตรที่ต้องปรับตัวรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน (CBAM)
  • ศักยภาพการผลิต:  ปัจจุบันผลิต RDF เกรดพรีเมียมได้ 50 ตันต่อวัน โดยมีขีดความสามารถสูงสุดของระบบคัดแยกอยู่ที่ 600 ตันต่อวัน (30 ตันต่อชั่วโมง)
  • มูลค่าเพิ่มด้าน ESG:  โครงการได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ DSF (Domestic Standardized Baseline) ซึ่งจะช่วยยกระดับ ESG Valuation ของกลุ่ม PTG ในสายตานักลงทุนระดับสากล

วิสัยทัศน์ผู้บริหาร: มุ่งสู่การประหยัดต่อขนาดและเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์ (Executive Vision)

คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. พีทีจี เอ็นเนอร์ยี (PTG) ได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อโมเดลธุรกิจพลังงานสะอาด โดยระบุว่าความสำเร็จของบ้านพรุคือรากฐานสำคัญในการก้าวไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นการบริหารจัดการขยะมีความซับซ้อนสูงกว่าชีวมวลมาก ทั้งในเรื่องความชื้นและปัจจัยทางฤดูกาล แต่ความสำเร็จที่บ้านพรุทำให้เรามีความเชี่ยวชาญพร้อมขยายผล เป้าหมายถัดไปของเราคือการสะสมกำลังการผลิตให้ครบ 100 เมกะวัตต์ โดยเราจะมุ่งเป้าไปที่โครงการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพขยะ 400-500 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นจุดคุ้มค่าที่สุด‘ (Sweet Spot) ที่จะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) สูงสุด ทั้งในการลงทุนและต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับผู้ถือหุ้น

วิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการและภาพรวมการเติบโต (Financial Outlook)

การเปิด COD โรงไฟฟ้าขยะบ้านพรุเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะเริ่มขับเคลื่อน Net Margin ของกลุ่ม PTG ให้สูงขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามดังนี้:

  1. การรับรู้รายได้เพิ่ม:  โครงการนี้จะสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 20 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งจะเริ่มรับรู้เต็มปีตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มั่นคงให้กับกลุ่ม
  2. การเติบโตของ Non-oil:  ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าโต 30-40% และมุ่งเน้นโมเดลแฟรนไชส์เพื่อลดภาระการลงทุน (Asset-light model) และเพิ่มอัตรากำไร
  3. ความเสถียรของธุรกิจน้ำมัน:  ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 3 และ 4 ตามฤดูกาลเกษตรกรรม ขณะที่การบริหารจัดการค่าการตลาดมีความคล่องตัวมากขึ้นจากมาตรการชดเชยภาครัฐที่รวดเร็วขึ้นในภาพรวม PTG กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ค้าปลีกน้ำมันสู่การเป็น  Energy & Infrastructure Holding Company  ที่มีความสมดุลของพอร์ตรายได้ โดยมีธุรกิจพลังงานสะอาดและธุรกิจ Non-oil เป็นแกนหลักในการสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนและตอบโจทย์วิสัยทัศน์ “คนไทยอยู่ดีมีสุข” ในทุกมิติ
- Advertisement -