เทคฯ และ น้ำมันร่วมกันกดดันตลาด // 1,610–1,640
คาด SET Index Sideways to Sideways Down: แรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่เร่งตัวขึ้นรับภาพสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่กลับมารุนแรง และภาพการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลด้านงบลงทุน มองหุ้นที่อิงปัจจัยในประเทศ และ กลุ่มปันผลเป็นแหล่งพักเงินที่ดี
กลยุทธ์การลงทุน
1) เก็งงบ 2Q69: BAY, BBL, KBANK, KKP, KTB, MTC, SAWAD, SCB, STECON, TIDLOR, TTB
2) มาตรการรัฐ และ การลงทุนจากตปท.: CRC, CPALL, CPN, MINT, ERW, CENTEL, AWC, AOT, GULF, GUNKUL, EGCO, RATCH, AMATA, WHA
3) หุ้นปันผล: TISCO, SIRI, SPALI, PT, VAYU1
4) พลังงาน และ โรงกลั่น: PTTEP, PTTGC, PTT, SPRC, BCP, IRPC, TOP
-
ตะวันออกกลางที่ยังสร้างความกังวลให้ตลาด : ราคาน้ำมันดิบWTI เร่งตัวขึ้นยืนเหนือระดับ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังยังมีการโจมตีตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ล่าสุดกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยว่าได้เปิดการโจมตีระลอกใหม่หลังมีทหารสหรัฐฯเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่าน มองภาพสงครามทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง และดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะกลับสู่โต๊ะเจรจาได้ ทำให้มอง Upside ของราคาน้ำมันมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นในชั่วสั้น กลับมาสร้างความกังวลในภาพอัตราเงินเฟ้อจากพลังงาน ก่อนถึงการประชุม ECB ช่วงปลายสัปดาห์และจับตาความเห็นของประธาน ECB คาดเป็นสัญญาณชี้นำทิศทางการประชุมธนาคารกลางทั่วโลกในสัปดาห์ถัดไป เบื้องต้นคาด ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ระดับ 2.25%
-
งบลงทุน เขย่าหุ้นเทคฯต่อเนื่อง : ดัชนี PHLX Semiconductor ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ท่ามกลางความกังวลในงบลงทุน (Capital Expense) ของหุ้นกลุ่มเทคฯที่เห็นการขยายตัวสูงจนอาจทำให้ระยะเวลาคืนทุนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ขยายออกไป และในระยะสั้นจะเห็นค่าใช้จ่ายที่เร่งตัว แต่ รายได้ยังไม่เกิดตามมา เนื่องจากยังอยู่ในขั้นเริ่มลงทุนและก่อสร้างฐานการผลิต ขณะที่ปัญหาคอขวดจากการชะงักของอุปทานต้นน้ำยังทำให้จำนวนการผลิตรวมถึงสินค้าที่ส่งมอบยังจำกัด จนกลายเป็นภาพการขยายตัวของรายได้น้อย แต่กลับมีรายจ่ายก้อนใหญ่เข้ามา จึงมองยังกดดันภาพรวมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่อเนื่อง มองลบต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯไทยเช่นกัน ระยะสั้นด้วย Sentiment เชิงลบแนะนำสลับไปสะสมหุ้นในกลุ่มปันผลสูง เช่น ธนาคาร อสังหาฯ กลุ่มรีเทล และ สื่อสาร หรือหันไปเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic เช่น ท่องเที่ยว และ โรงไฟฟ้า ที่อิงกับมาตรการภาครัฐ
-
นายกฯชี้ 4 บริษัทจีน เตรียมลงทุนไทย : โดยมีมูลค่าลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุปกรณ์ส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) และ เซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า มองเป็นบวกกับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึง ชิ้นส่วนยานยนต์ จะรับประโยชน์จากความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ที่ขยายตัวตามการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
(+) ตัวเลขส่งออกสินค้าภายในประเทศที่ไม่ใช่น้ำมัน (NODX) ของสิงคโปร์ในเดือน มิ.ย. ขยายตัว 20.7%y-yโดยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ยังขยายตัวได้ดี สะท้อนอุปสงค์ในสินค้า AI ที่ยังแกร่ง
(+) ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ส่งสัญญาณพร้อมจับมือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทาง AI และ พร้อมให้ความช่วยเหลือกับการพัฒนา AI สำหรับประเทศเหล่านั้น
(+) คลังเตรียมเสนอครม.ให้อนุมัติสิทธิ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ปี 2569ที่ตกหล่นเพิ่มอีก 6 ล้านคน และจะเปลี่ยนไปนำเข้าสู่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.-30 ก.ย.69
(-)อุบัติเหตุชี้ความกังวลความปลอดภัยของสถานบันเทิงเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุไฟไหม้ กดดันภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศในระยะสั้น
Picks of the day
CENTEL (BUY)
- เป้าหมาย 39.50 / 40.50แนวรับ 36.75 / 37.50
- การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังยังมีความต่อเนื่อง: จาก การทยอยฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยหนุนอัตราการเข้าพักและ RevPAR ของโรงแรมในทำเลหลัก
- ทิศทางของผลประกอบการจะทยอยขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง: จากการฟื้นตัวของ RevPAR ผ่านทั้งอัตราการเข้าพักจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว และราคาห้องพักเฉลี่ยที่สูงขึ้นจากการกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรมที่ปรับปรุงในกระบี่ ขณะที่ต้นทุนส่วนใหญ่นั้น เป็นต้นทุนคงที่ ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็นกำไรได้ในสัดส่วนที่สูง
GULF (BUY)
- เป้าหมาย 68.50 / 71.50แนวรับ 64.25 / 65.50
- Data Center หนุนดีมานด์ไฟฟ้าต่อเนื่อง: ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังมีกำลังการผลิตเข้ามาต่อเนื่อง ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศคาดทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 73 และช่วงปี 76 จะมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศลาวเพิ่มเข้ามา นอกจากนี้จะมีธุรกิจ Data Center ที่มีความต้องการเข้ามาลงทุนในไทยของบริษัทเทคโนโลยีจากต่างประเทศช่วยเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งบริษัทคาดมีความต้องการ Data Center ที่เป็นไปได้ในปัจจุบันประมาณ 4,000-5,000 MW
- พร้อมเติบโตกับเทรนด์อนาคต: สำหรับภาพระยะยาว เรามองว่าบริษัทมีความพร้อมในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก Portfolio ธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งพลังงานแบบดั้งเดิม พลังงานสะอาด ธุรกิจดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ นอกจากนี้แผน PDP 2026 ที่เริ่มมีความชัดเจน จะเป็นโอกาสในการเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต








