บล.ฟิลลิป:
ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ – TACC (TACC TB)
ครึ่งปีหลังยังดูดี ชะลอการจ่ายปันผลเตรียมตัวเข้า SET
Key Point
TACC รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 เติบโตแข็งแกร่ง +32.3% y-y จากยอดขายกลุ่ม 7-Eleven และการขยายสาขาของกาแฟพันธุ์ไทยที่มีนัยสำคัญ พร้อมการบริหาร SG&A ที่มีประสิทธิภาพ แนวโน้มครึ่งปีหลังคาดรายได้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีค่าใช้จ่ายการตลาดเพิ่มขึ้นจากแคมเปญแสตมป์และการเปิดตัวสินค้าใหม่ บริษัทประกาศชะลอการจ่ายปันผลเพื่อรักษาระดับส่วนของผู้ถือหุ้นให้พร้อมสำหรับการย้ายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) เพื่อปลดล็อกมูลค่าหุ้นและดึงดูดนักลงทุนสถาบันในระยะยาว แนะนำ “ซื้อ”
2Q69 รายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง
บริษัทรายงานยอดขาย 2Q69 อยู่ที่ 682.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.20% y-y โดยได้รับแรงหนุนจากสินค้ากลุ่ม Jet Spray และ All Café รวมถึงการขยายตัวของกลุ่มลูกค้านอก 7-Eleven (B2C) เช่น กาแฟพันธุ์ไทย และมีกำไรอยู่ที่ 104.30 ล้านบาท เติบโต +32.32% y-y ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมงวด 1H69 อยู่ที่ 203.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 34.05% y-y จากความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่าย SG&A ที่มีประสิทธิภาพ โดยสัดส่วนต่อรายได้ลดลงเหลือ 12% เทียบกับ 15% ในปีก่อน
รายได้ครึ่งปีหลังยังโต y-y แต่ต้นทุนมีโอกาสเพิ่มขึ้น
คาดว่ารายได้ 3Q69 และ 4Q69 จะเติบโตต่อเนื่อง y-y จากการจัดโปรโมชั่นและสินค้าใหม่ เช่น น้ำแร่ด่าง “S Plus” และแบรนด์ “For Favor” แต่บริษัทเริ่มเห็นแนวโน้มการปรับขึ้นของราคา นมและครีมเทียม (ราว 10%) ในปีหน้า รวมถึงค่าขนส่งที่อาจผันผวนตามราคาน้ำมัน ประกอบกับ SG&A ในครึ่งปีหลังที่จะสูงกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากงบโฆษณาสินค้าใหม่และแคมเปญแสตมป์ของ 7-Eleven
ชะลอการจ่ายปันผลเพื่อเตรียมตัวเข้า SET
บริษัทมีแผนย้ายหลักทรัพย์จดทะเบียนจาก mai เข้าสู่ SET เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุนสถาบันและปรับฐานราคา (PE Re-rate) ให้ดีขึ้น โดยอยู่ในขั้นตอนเตรียมเอกสารให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้การเข้าจดทะเบียนเข้าสู่ SET จำเป็นต้องมี ระดับส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ที่ 800 ล้านบาทตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บอร์ดมีมติ ชะลอการจ่ายปันผล ในรอบนี้เพื่อรักษาโครงสร้างทุนที่แข็งแกร่งและเป็นไปตามเกณฑ์ก่อนการย้ายตลาด โดยจะพิจารณาการจ่ายปันผลอีกครั้งเมื่อผ่านการพิจารณาหรือเมื่อเห็นว่าโครงสร้างทุนแข็งแกร่งเพียงพอ
การปรับประมาณการและราคาพื้นฐานอีกครั้ง
ปรับกำไรปี 2569 เป็น 372 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.47% y-y เมื่อเทียบกับกำไรก่อนที่ 298.86 ล้านบาท) โดยกำไร 1H69 คิดเป็น 54.83% ของเป้าหมายใหม่ ปรับลดราคาพื้นฐานเป็น 7.30 บาท และลดคาดการณ์ปันผลที่ 0.43 บาทต่อหุ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการรักษาส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ 6.65 บาท จะมี Upside 9.7% และ Dividend Yield 6.5% ผลตอบแทนรวม 16.2% คงคำแนะนำ “ซื้อ”








