MAJOR กางงบครึ่งแรกปี 2569 กำไรสุทธิ 148 ล้านบาท ชูประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน พร้อมรับอานิสงส์หนังฟอร์มยักษ์และกลยุทธ์ขยายสาขาในครึ่งปีหลัง
บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่รวม 148 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ทรงตัวและความท้าทายจากคอนเทนต์ภาพยนตร์ในช่วงไตรมาสที่ 2 ทั้งนี้บริษัทยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายโรงภาพยนตร์และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่จำนวน 73 ล้านบาท และมีรายได้รวม 1,534 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อรายได้คือจำนวนภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สามารถดึงดูดผู้ชมในวงกว้าง (Mass Market) มีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,148 ล้านบาท ลดลงเพียงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในด้านการบริหารจัดการ บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในไตรมาสที่ 2 ต้นทุนรวมลดลงถึงร้อยละ 22 มาอยู่ที่ 1,036 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับรายได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ยังคงรักษาอยู่ในระดับที่ร้อยละ 32 ได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ธุรกิจสื่อโฆษณาในไตรมาสที่ 2 ยังส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2569 MAJOR มีเครือข่ายโรงภาพยนตร์รวมทั้งสิ้น 189 สาขา 852 โรงภาพยนตร์ ทั้งในและต่างประเทศ โดยในไตรมาสที่ผ่านมาได้เปิดให้บริการสาขาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ สาขาเซ็นทรัล จังหวัดขอนแก่น และสาขาโลตัส พลัส จังหวัดอุดรธานี เพื่อขยายฐานการเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดต่างจังหวัดที่มีศักยภาพสูง พร้อมทั้งเดินหน้ายกระดับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ผ่านโรงภาพยนตร์รูปแบบพิเศษ อาทิ การเปิด ScreenX แห่งใหม่ ณ เมกา ซีนีเพล็กซ์ และ Kids Cinema สาขาที่ 25 ณ สุขุมวิท
บริษัทฯ ได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มและทิศทางในอนาคตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาพรวมธุรกิจไว้ว่า: “แม้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะมีความไม่แน่นอน แต่ธุรกิจความบันเทิงยังคงมีความแข็งแกร่งและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยในครึ่งปีหลังนี้ เรามีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีศักยภาพสูงทั้งจาก Hollywood และภาพยนตร์ไทยรอเข้าฉายจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันจำนวนผู้ใช้บริการและสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการฐานข้อมูลลูกค้า (CRM) เพื่อนำเสนอการตลาดแบบเฉพาะบุคคล และการมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว”
บริษัทฯ ยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินตามเงื่อนไขทางการเงิน (Debt Covenant) อยู่ที่ 1.18 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.50 เท่า สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการภาระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ภายหลังสิ้นสุดรอบระยะเวลารายงาน บริษัทฯ ได้กำหนดแผนการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนจำนวนไม่เกิน 75,670,000 หุ้น หรือร้อยละ 9.98 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยจะดำเนินการผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระหว่างวันที่ 21 – 31 สิงหาคม 2569 นี้ เพื่อบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนให้มีความเหมาะสมสูงสุด









