บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Hana Microelectronics PCL (HANA.BK/HANA TB)*
ยังอยู่บนเส้นทางการฟื้นตัว (Outperform‧Maintained)
Event
ประชุมนักวิเคราะห์
lmpact
ยอดขายยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ตามคาด
เราคาดว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของยอดขายจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากธุรกิจหลัก (IC และ PCBA) น่าจะผ่านช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว ในขณะที่ยอดขายในธุรกิจ PMS น่าจะฟื้นตัวขึ้นจากภาวะตลาดที่ดีขึ้น และ โครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเรามองว่าธุรกิจกำลังมีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งนี้ เรามองว่าสองโครงการหลักที่เกี่ยวข้องกับ AI คืบหน้าไปตามแผน ซึ่งได้แก่ i) Phononic: เริ่มทำการผลิตใน 3Q69 และ 26 คาดว่าจะเร่งการผลิตขึ้นอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้หลังรับมอบอุปกรณ์ใหม่ ในขณะที่โครงการ Copackage optics (CPO) ยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา และ ปรับปรุงคุณภาพการผลิต และ ii) High density PCBA for AI oscilloscope: เริ่มทำการผลิตใน 3Q69 และ คาดว่าจะเต็มกำลังการผลิตภายใน 4Q69 ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้เปิดเผยประมาณการยอดขายของโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่คาดว่าจะมีความหมายกับ HANA ในปี 2570 ซึ่งความท้าทายอาจะไม่ได้มาจากฝั่งอุปสงค์ แต่จะมาจากอุปกรณ์เพราะมี lead time ที่นานถึง 6-9 เดือน
Margin น่าจะดีขึ้นด้วยเช่นกัน
เนื่องจากยอดขายฟื้นตัวขึ้น และ เงินบาทอ่อนค่าลง (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย QTD อยู่ที่ 33.3 บาท/ดอลลาร์ฯ จาก 32.5 บาท/ดอลลาร์ฯ ใน 2Q69 และ 33.5 บาท/ดอลลาร์ฯ ใน 3Q68) อัตรากำไรขั้นต้นจึงน่าจะดีขึ้นใน 3Q69 ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิใน 3Q69 จะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ
ประมาณปี 2569F สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรไปแล้ว
ประมาณการกำไรปี 2569F ของเราสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของยอดขาย และ margin ใน 2H69 ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะกำไรจากการดำเนินงานปกติในงวด 1H69 คิดเป็นเพียง 29% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเราเท่านั้น ดังนั้น เราจึงมองว่าประมาณการกำไรปี 2569F ของเรามี upside จำกัด โดยประมาณการกำไรปี 2570F อาจจะมี upside การเร่งดำเนินโครงการใหม่ และ เพิ่ม margin ได้ดีเกินคาด ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 10bps จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5%
Valuation
เราแนะนำ “ซื้อ” HANA โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570F ที่ 45.00 บาท อิงจาก PER ที่ 31.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีต +1.0 S.D.)
Risk
ภัยธรรมชาติ, มีการปิดโรงงานนอกแผน, ลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าจาก supplier รายอื่น, ขาดแคลนวัตถุดิบ และ เงินบาทแข็งค่าขึ้น








