บล.กรุงศรีฯ:
จีนเตรียมเร่งใช้มาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-Fiscal Stimulus) ผ่าน New Policy-Backed Financial Instruments วงเงิน 8 แสนล้านหยวน ซึ่งถูกระบุอย่างเป็นทางการใน Government Work Report ปี 2026 มีเป้าหมายใช้เงินจาก Policy Banks เข้าไปเสริม Project Capital เพื่อดึงสินเชื่อธนาคารและเงินทุนภาคเอกชนตามมา สอดคล้องกับทิศทางนโยบายจีนที่ต้องการพยุงการลงทุนและ Domestic Demand โดยไม่พึ่งการขยายงบดุลรัฐบาลกลางเพียงช่องทางเดียว ล่าสุด NDRC เมื่อ 14 ส.ค. ได้เรียกประชุม China Development Bank, Export-Import Bank of China และ Agricultural Development Bank of China เพื่อ เร่งการปล่อยเงินในช่วงที่เหลือของปีและเพิ่มการสนับสนุนโครงการลงทุนภาคเอกชน เรามองประเด็นดังกล่าวดังนี้:
แรงหนุนปี 2026 จำกัด: แม้วงเงินตั้งต้น 8 แสนล้านหยวนจะมีศักยภาพ leverage การลงทุนได้หลายล้านล้านหยวน โดย Bloomberg Economics ประเมินกรณีสูงสุดราว 8 ล้านล้านหยวน แต่ผลต่อ GDP ปีนี้น่าจะเกิดเพียงบางส่วน เนื่องจากเงินถูกใช้เป็นทุนตั้งต้นของโครงการที่ยังต้องผ่านการจัดหา Financing การก่อสร้างและการเบิกจ่ายตามลำดับ จึงประเมินเม็ดเงินลงทุนจริงในปี 2026 ราว 4–6 แสนล้านหยวน และหนุน GDP เพียงประมาณ +0.1ppt ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการของ Bloomberg ไม่ใช่เป้าหมายทางการจีน ขณะที่ข้อมูลทางการช่วยยืนยันศักยภาพของกลไกนี้ได้จากโครงการปี 2025 ซึ่งใช้เงินเพียง 5 แสนล้านหยวน แต่สนับสนุนกว่า 2,300 โครงการที่มีมูลค่าโครงการรวมราว 7 ล้านล้านหยวน ครอบคลุม Digital Economy, AI, Consumption Infrastructure, Transport, Energy และ Urban Renewal สะท้อนว่าเครื่องมือนี้มีจุดเด่นในการดึงเงินทุนอื่นตามมา มากกว่าการกระตุ้น GDP ทันทีในปีที่ปล่อยเงิน
ผลบวกหลักจะไปอยู่ในปี 2027: เราประเมินผลบวกต่อ GDP ปี 2027 ราว +0.6–0.8ppt ภายใต้สมมติฐานว่าเงินทุนสามารถ leverage การลงทุนรวมได้ราว 10 เท่า ซึ่งสอดคล้องในเชิงทิศทางกับนโยบายทางการที่ต้องการให้เครื่องมือนี้สร้าง Crowding-in ของ Private Capital มากกว่าการลงทุนภาครัฐโดยตรง โดยจาก Government Work Report ของทางการจีน ระบุชัดว่าวงเงิน 8 แสนล้านหยวนมีเป้าหมาย “ดึงดูด Social Capital เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนมากขึ้น” ขณะที่ NDRC ระบุกลุ่มอุตสาหกรรมที่ดึงดูดการลงทุนสำคัญปีนี้ ได้แก่ AI+ Infrastructure, Urban Renewal, National Water Network และ New Energy System รวมถึงส่งเสริม Private Investment ใน Digital Economy, AI และ Commercial Space ดังนั้นผลต่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยส่งผ่านตั้งแต่ปลายปี 2026 และเด่นขึ้นในปี 2027 ผ่านทั้ง Construction, Machinery & Equipment และการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่อง มากกว่าการเป็น Fiscal Boost ระยะสั้นเพียงครั้งเดียว
PBOC สนับสนุน แต่ยังไม่ใช่ QE ขนาดใหญ่: โครงสร้างของมาตรการมีลักษณะ Fiscal–Financial Coordination มากกว่า QE โดยตรง เพราะ Policy Banks เป็นผู้ส่งผ่านเงินไปยังโครงการ ขณะที่ PBOC สามารถสนับสนุน Funding ผ่านเครื่องมือเชิงโครงสร้าง เช่น Pledged Supplementary Lending (PSL); Bloomberg ประเมินจากประสบการณ์ปี 2025 ว่า PBOC อาจจัดหาเงินประมาณ 3.2–4.0 แสนล้านหยวน สำหรับวงเงินรอบใหม่ และอาจสะท้อนในงบดุลช่วง 1Q27 อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นประมาณการ ไม่ใช่วงเงินที่ PBOC ประกาศอย่างเป็นทางการ ขณะที่ท่าทีล่าสุดของ PBOC ยังคงเน้น “moderately accommodative monetary policy”, รักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับเพียงพอ และใช้ทั้ง Aggregate และ Structural Tools จึงมีความเป็นไปได้ที่หากมีการเพิ่ม PSL ก็อาจถูกชดเชยบางส่วนด้วยการลดสภาพคล่องผ่านช่องทางอื่น เช่น MLF ทำให้ Balance Sheet ไม่จำเป็นต้องขยายขึ้นเท่ากับวงเงิน 8 แสนล้านหยวนทั้งหมด และแตกต่างจาก QE แบบที่เห็นในสหรัฐฯ/ยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ
KSS Strategy: เรามองมาตรการดังกล่าวเป็นบวกต่อ Investment Cycle ของจีน แต่ประเมินผลต่อ GDP ปี 2026 ยังค่อนข้างจำกัด จุดที่มีนัยสำคัญกว่าคือการสร้าง Investment Pipeline สำหรับปี 2027 โดยเฉพาะ AI/Digital Infrastructure, New Energy, Urban Renewal และโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ขณะเดียวกันการที่ทางการจีนยังเร่งออกมาตรการ Fiscal–Financial เพิ่มเติมสะท้อนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนมีความเป็นไปได้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงอยู่ในรูปแบบ Targeted Stimulus มากกว่า Big-bang Stimulus จึงยังต้องติดตามมาตรการเสริมด้าน Consumption และ Property เพื่อประเมินว่าแรงกระตุ้นโดยรวมจะเพียงพอต่อการรักษา Growth Momentum และเดินหน้าพาเศรษฐกิจจีนไปสู่เป้าหมายการเติบโตระดับ 4.5% – 5.0% ในปีนี้ ได้หรือไม่ หาก Momentum ยังไม่แข็งแกร่งพอ เราคาดหวังจะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม








