กนง.คงดอกเบี้ย แต่อย่าเพิ่งใจเสีย ยังมีหวัง // 1,595–1,620
คาด SET Index Sideways up : โดยมองแรงหนุนจากนโยบายการคลังในระยะถัดไป และ Sentiment บวกจากงาน Thailand Focus 2026 รวมถึงความคืบหน้าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี PCE ของสหรัฐที่เร่งตัวอาจเข้ามารบกวนภาพการปรับตัวขึ้นบ้าง
กลยุทธ์การลงทุน
- คาดผลการดำเนินงาน 2H69 เติบโต: AMATA, AP, BH, CBG, GLOBAL, HMPRO, ITC, KCE, MINT, PRM, PSL, SAWAD, SINGER, TCAP
- เก็งกำไร Thailand Focus: BBL, BDMS, BGRIM, IVL, KBANK, PTT, SCC, CENTEL
- มาตรการภาครัฐ : GPSC, GULF, CPALL, CPN, ERW, AOT, AAV
- กนง.คงดอกเบี้ย : KKP, KTB, SCB, BBL
-
กนง.คงดอกเบี้ย ชี้ไทยโตต่ำ แต่ยังมีหวังจากปัจจัยอื่น : ที่ประชุม กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% หลังมองเศรษฐกิจไทยยังโตในระดับต่ำ แม้มีแรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยี และ AI ขณะที่ภาพเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประเมินไว้ นอกจากนี้ภาพของสินเชื่อ SMEs ยังหดตัว ทั้งที่ภาพรวมสินเชื่อยังเติบโต สะท้อนภาพการเข้าถึงเม็ดเงินลงทุนที่ไม่เท่าเทียม เรามองโดยรวมภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านอัตราเงินเฟ้อจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจึงทำให้กนง.อาจไม่เร่งรีบปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้น ดังนั้น ความหวังจึงไปตกอยู่ที่นโยบายการคลัง ซึ่งโครงการรัฐต่างๆจะทยอยเข้าพิจารณาในที่ประชุมครม. ในช่วงที่เหลือของปี มองเป็นแรงหนุนหุ้น Domestic นอกจากนี้มองหุ้นที่เข้าร่วมในงาน Thailand Focus 2026 ยังน่าสนใจเช่นกัน หลังนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศมองหุ้นไทยยังน่าช้อนซื้อ จึงมองเป็นบวกต่อหุ้น Big to Mid Cap นอกจากนี้ลุ้นตัวเลขส่งออก-นำเข้าไทย ที่จะประกาศในเช้าวันนี้คาดเป็นบวกกับหุ้นที่ยังส่งออกสินค้าได้ดี
-
ตะวันออกกลางมีความคืบหน้า : หลังโอมานออกมาชี้ว่ากำลังหารือการจัดตั้งเส้นทางเดินเรือร่วมชั่วคราว ซึ่งจะปูทางไปยังการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบWTIเช้านี้จึงมีจังหวะย่อตัวลงมาใกล้ระดับ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยลดความกังวลในประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และ ต้นทุนพลังงาน
-
PCE ขยายตัว กลับมากลัว Fed จะ Hawkish: ตัวเลข PCE สหรัฐออกมาขยายตัว 0.2%m-m และ 3.7%y-y ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 0.1% และ 3.6% ตามลำดับ ขณะที่ภาพ Core PCE ออกมาขยายตัวเท่ากับตลาดคาดที่ 3.3%y-y และ 0.2%m-m ตามลำดับ จึงเห็นได้ว่าผลของราคาพลังงาน และ อาหารกลับมามีผลต่อระดับเงินเฟ้อ จนทำให้ตลาดกลับมากังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด โดย Fedwatch Tools ให้น้ำหนักว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค.69 เร็วขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.69 ด้าน Bond Yields สหรัฐอายุ 10 และ 30 ปี ชะลอการปรับตัวลงล่าสุดอยู่ที่ระดับ 4.66% และ 5.19% อีกครั้ง กดดันสินทรัพย์เสี่ยง
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
-
(+) รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังระบุว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศตัวเลขการลงทุนกลับมาเติบโตได้ในระดับสองหลักต่อเนื่องกันกว่า 2 ไตรมาสโดยล่าสุดในไตรมาส 2 ของปีนี้ การลงทุนขยายตัวสูงถึง 14% ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบกว่า 11 ปี
-
(+) สหรัฐเผย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 1.1% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.4% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนมิ.ย. สะท้อนกำลังซื้อภายในสหรัฐที่ยังดี
-
(+) NVDA คาดรายได้ในปี 2028 จะโตกว่า 70% จากความต้องการด้าน AI ที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง มองเป็นบวกต่อหุ้นในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน รวมถึง หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯไทย
-
(+) ที่ประชุมสภาฯมีมติเห็นชอบในพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
Picks of the day
BDMS (BUY)
-
เป้าหมาย: 20.20 / 20.70 แนวรับ: 19.30 / 19.60
-
Foreign Flow เริ่มกลับเข้ามา: ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนสู่หุ้นที่มีขนาดใหญ่ และหุ้น Defensive โดยเราเชื่อว่า BDMS เป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์ ขณะเดียวกันสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติใน BDMS ปัจจุบันอยู่ที่ 20.73% (ณ วันที่ 25 ส.ค. 69) ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่า Foreign Limit ที่ 30% ชี้ให้เห็นว่ายังพอมีพื้นที่สำหรับการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากต่างชาติได้อีก
-
ปัจจัยพื้นฐานกำลังฟื้นตัว: โดยรายได้เดือน ก.ค. 69 BDMS รายงานรายได้จากธุรกิจโรงพยาบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น +8% y-y โดยแบ่งเป็นรายได้จากในกรุงเทพฯ ที่ 5% y-y และนอกกรุงเทพฯ ที่ +10% y-y ขณะที่รายได้ที่แบ่งตามกลุ่มผู้ป่วยไทยเติบโต +9%y-y สอดคล้องกับอัตราการครองเตียงที่ปรับตัวสูงขึ้นที่ 65% ประกอบกับรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเติบโต +6% y-y หนุนโดย บังกลาเทศ +56%, เมียนม่า +21% y-y และ USA +19% y-y
GPSC (BUY)
-
เป้าหมาย: 56.00 / 57.50
-
แนวรับ: 52.50 / 53.50
-
ปัจจัยภายนอกหนุน: คาดระยะสั้นได้แรงหนุนจากปัจจัยภายนอก จากนโยบายภาครัฐได้ผลักดันการเพิ่มพลังงานสะอาด ทั้งด้าน Direct PPA และ Solar Rooftop รวมถึงแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง จากภาวะสงครามที่เริ่มผ่อนคลายลง เช่นเดียวกับแผน PDP 2026 ที่เริ่มมีความชัดเจนจะช่วยหนุนโอกาสการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะในส่วนของ Renewable
-
เพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง : GPSC มีการเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง ระยะยาวตั้งเป้าปี 2030 จะมีกำลังการผลิต 13,666 MW หรือประมาณ 1 เท่า เมื่อเทียบกับ ณ 2Q69 ที่ 7,421 MW โดยจะเน้นที่การเติบโตของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือ Renewable Energy ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดแล้ว 49%








