Yield สหรัฐฯขยับขึ้นแรงกดดันตลาดหุ้น แต่น้ำมันปรับขึ้นอาจเลือกเก็งกำไรกลุ่มพลังงาน
MARKET UPDATE
DJIA เมื่อคืนปิดลบ 352 จุด (-0.7%) นักลงทุนกลับมากังวลกับการปรับขึ้นของ Bond Yield หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นและตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดการณ์ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 3.9% ท่ามกลางความวิตกว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านจะยืดเยื้อ ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเด่นได้แก่ MSFT +0.5% แต่ GOOG ปรับลงแรง -3.8%
MARKET OUTLOOK
ปัจจัยต่างประเทศ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับขึ้นแรงโดยเฉพาะอายุ 10 ปี ทำ NewHigh และสูงสุดในรอบ 19 ปี ฝั่งรุ่นอายุ 2 ปีก็ปรับขึ้นแรงเช่นกัน ประเมินแรงกดดันพันธบัตรมาจาก (1) การประชุม UN ฝั่งอิหร่านแถลงว่าจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันของสหรัฐฯสะท้อนสงครามอาจยืดเยื้อกดดันน้ำมันปรับขึ้นแรง (2) PMI สหรัฐฯที่ดีกว่าคาดการณ์ทั้งภาคผลิตและบริการ แต่อย่างไรก็ตามให้น้ำหนักกับราคาน้ำมันมากกว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทรงตัวระดับสูงจะเป็นปัจจัยกดดัน Upside ตลาดหุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ ระยะสั้นรอติดตามการพบปะกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ จีน โดยเฉพาะปัจจัยสงครามและเทคโนโลยีพร้อมกับคนขอรับสวัสดิการว่างงาน
ปัจจัยในประเทศ
เงินบาทอ่อนค่าแรงทดสอบ 33.44 บาท / $ เม็ดเงินกลับเข้า $ นักลงทุนเริ่มปรับมุมมอง FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเดือน ต.ค. น้ำหนักมากถึง 70% อาจจำกัด Upside ตลาดหุ้น และบาทที่อ่อนค่าจะกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติ ประเมิน SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1590 – 1620 Tech อาจถูกกดดันจากแต่ก็จะเกิดการเคลื่อนไปยังกลุ่มพลังงาน เชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นอาจเลือก Trading พลังงานและปิโตร (PTT PTTEP PTTGC TOP) กลุ่มได้ประโยชน์ Yield ขยับขึ้น (BBL KBANK KTB SCB KKP) กลุ่มส่งออก (ITC TU) ปัจจัยหนุนบาทอ่อนค่า กลุ่ม Defensive (ADVANC CPN CPALL ICHI BDMS BH BCH PR9)
TOP PICK
TU (ซื้อ) TP: Bt 15.4
แนวโน้มช่วง 2H26 ที่มีข่าวดีหลายด้านไม่ว่าจะเป็นช่วง Peak ของการส่งออก ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงและประเทศอังกฤษ ปรับลดภาษีนำเข้าปลาทูน่าจากไทยลงเหลือ 0% จาก 24%
KBANK (ซื้อ) TP: Bt 259
คาดการณ์กำไรสุทธิในปี 2026 จะเติบโต 2% และขยายตัว 4% ในปี 2027 หนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว และ Cost to income ratio ลดลงที่ 42.7%/ 42.8%









