Bond Yield สหรัฐฯขยับขึ้นแรงต่อเนื่องกดดันตลาดหุ้น ระยะสั้นอาจเลือกธนาคารและส่งออก
MARRKET UPDATE
DJIA เมื่อคืนปิดลบ 347 จุด (-0.67%) เนื่องจากกระปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นปัจจัยกดดันตลาด ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.9% ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับอุปทานตึงตัวหลังจากทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเด่นได้แก่ NVDA +1.7%
MARKET OUTLOOK
ปัจจัยต่างประเทศ
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับขึ้นต่อเนื่องในทุกๆรุ่นอายุสาเหตุหลักมาจากความกังวลเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานประกอบกับนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่มากขึ้นตามความเสี่ยงของสหรัฐฯที่สูงขึ้นจากปัญหาหนี้สิน หากยังเป็นเช่นนี้ก็อาจยากที่ตลาดหุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ จะฟื้นตัวได้อย่างมีนัยยะ จึงต้องรอดูท่าทีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านว่าจะมีความคืบหน้าเชิงบวกบ้างหรือไม่ ความเห็นล่าสุดจาก CME FED Watch ให้น้ำหนักมากถึง 70% ที่ FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ยการประชุมเดือน ต.ค. คืนนี้รอติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและตำแหน่งเปิดรับสมัครงานของสหรัฐฯ Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 89.2 , 7.2 ล้านตำแหน่ง
ปัจจัยในประเทศ
แรงกดดันจากน้ำท่วมเชื่อว่าจบลงแล้วเพราะหลายๆพื้นที่เริ่มกลับมาดำเนินการได้ ขณะที่วานนี้ศาลฯระบุว่าบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ละเมิดสิทธิประชาชนช่วยคลายกังวลการเมือง แต่หุ้นไทยอาจโดนกดดันจากปัจจัยต่างประเทศผสานกับแรงกดดันจากการขายของต่างชาติ
ประเมิน SET กรอบ 1585 – 1610 เชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจเพิ่มความระมัดระวัง ท่ามกลาง Yield เร่ง โดยเน้นหุ้นได้ประโยชน์เชิงจิตวิทยาจากการปรับขึ้นของ Yield อาทิ ธนาคารฯ BBL KBANK KTB SCB กลุ่มส่งออก (ITC TU) Defensive (ADVANC) พลังงาน (PTT PTTEP TOP PTTGC) โดยเช้านี้พบว่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องอาจกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติ
TOP PICK
ITC (ซื้อ) TP: Bt 19.90
3Q26 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นโดดเด่นมาอยู่ที่ 5,417 ล้านบาท จากการเข้าสู่ช่วง High Seasons ของการส่งออก รวมถึงรับรู้ผลดีจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ของลูกค้า
KBANK (ซื้อ)
TP: Bt 259
คาดการณ์กำไรสุทธิในปี 2026 จะเติบโต 2% และขยายตัว 4% ในปี 2027 หนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว และ Cost income ratio ลดลง









