บล.ฟิลลิป:
เอสซีจี เดคคอร์ – SCGD (SCGD TB)
เติบโตที่เวียดนามและยกระดับการทำกำไร
Key Point
บริษัทประกาศแผน 5 ปี ตั้งเป้า EBITDA 4.5 พันลบ. +8.5%CAGR โดยมาจาก การขยายการเติบโตไปยังเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ PRIME ได้ประโยชน์จากการ Anti-dumping ของสินค้านำเข้าจากอินเดียและการยกระดับการทำกำไรผ่านการรวม ศูนย์การผลิตและการใช้พลังงานทางเลือก เช่น Biomass เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้มีระดับ EBITDA Margin สูงขึ้น เห็นผลแล้วต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่วนผลประกอบการ 3Q69 คาดกำไรลดลง y-y เล็กน้อย แต่สูงขึ้น q-q IAA Consensus 5.20-9.00
ผู้ผลิตกระเบื้อง No.1 ในไทยและเวียดนาม
บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) (SCGD) เป็นผู้นำในการประกอบธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและ สุขภัณฑ์ที่ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โดยดำเนินธุรกิจผ่านแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับทั้งใน ประเทศไทย (เช่น COTTO ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1, CAMPANA, SOSUCO) และในต่างประเทศ (เช่น PRIME ในเวียดนาม ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1, MARIWASA ในฟิลิปปินส์, KIA ในอินโดนีเซีย) บริษัทมีสัดส่วนรายได้แบ่งตามประเทศไทย 61% เวียดนาม 25% ฟิลิปปินส์ 9% และอินโดนีเซีย 5% หากแยกสัดส่วนตามผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น ธุรกิจตกแต่งพื้นผิว 76% และธุรกิจสุขภัณฑ์ 23%
3Q68 คาดกำไรลดลง y-y เล็กน้อย แต่สูงขึ้น q-q
3Q69 คาดกำไร 304 ลบ. -1.4%y-y โดยภาพตลาดเซรามิกส์ดีมานด์ในไทยอ่อนตัว 6-7%y-y จาก ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงและการส่งออกไปยังกัมพูชาลดลง แต่บริษัทยังสามารถทำรายได้ค่อนข้างทรง ตัว y-y โดยหลักมาจากการเติบโตจากส่วนงานต่างประเทศทั้ง เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และรักษาระดับ EBITDA Margin ทรงตัว y-y และ q-q ที่ 15% -20bps y-y มีค่าใช้จ่ายทางการเงิน ลดลง ทำให้กำไรอ่อนตัวนัอยกว่าภาพตลาด หากเทียบไตรมาสก่อนหน้า กำไร +205.8%q-q จากไตร มาสก่อนมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการควบรวมส่วนงานกระเบื้องในไทย
แนวโน้ม 4Q69 ดีมานด์ฟื้นตัว แต่ต้นทุนเริ่มสูงขึ้น
แนวโน้ม 4Q69 ดีมานด์กลับมาดีขึ้นกว่า 3Q69 ตามปัจจัยฤดูกาลในเวียดนามและดีมานด์ในไทยที่ กลับมาเพิ่มขึ้นหลังน้ำท่วม ส่วนด้านต้นทุนสูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ
ผลักดันสินค้าใหม่เพิ่มอัตรากำไรและใช้พลังงานชีวมวลลดต้นทุน
- 1H69 มีขาดทุน 35 ลบ. จากมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการรวมธุรกิจกระเบื้องในไทย แต่หากเทียบผล ประกอบการหลัก มี EBITDA 1,566 ลบ. -6%y-y และมี EBITDA Margin 14.3%
- ปี 68 มีกำไร 932 ลบ. +15%y-y แม้รายได้จากการขายลดลง แต่สามารถทำ EBITDA 3,351 ลบ. +3%y-y สูงขึ้นจากการลดต้นทุนมาใช้พลังงานชีวมวลมากขึ้นและการพัฒนาสินค้าใหม่ๆที่มีอัตรา กำไรดี มี EBITDA Margin สูงขึ้นที่ 14.4% (ปี 67 EBITDA Margin 12.3%)
แผน 5 ปี ขยายออกไปยังอาเซียนและยกระดับการทำกำไร
บริษัทประกาศแผน 5 ปี ตั้งเป้า EBITDA ที่ 4.5 พันลบ. ในปี 2574 หากเทียบกับแผนปี 2569 ตั้งเป้า EBITDA ที่ 3.0 พันลบ. เป็นการเติบโต +8.5%CAGR โดยมาจาก 3 กลยุทธ์หลัก
1. เพิ่มระดับกำไร มีการรวมโรงงานผลิตกระเบื้องในไทยมาอยู่ที่ 44 ล้านตรม./ปี จากเดิม 80 ล้านตรม./ปี ซึ่งมีอัตรากำลังผลิตปัจจุบันที่ 50% ในส่วนนี้จะช่วยทำให้อัตรากำลังผลิตสูงขึ้นมาที่ 90% ทำให้กำไรต่อหน่วยสูงขึ้นและการปรับมาใช้พลังงานทางเลือก Biomass และ Solar ช่วยลดต้นทุน ตั้งเป้าทำ EBITDA เพิ่มขึ้น 600 ลบ.
2. New Product Lines พัฒนาสินค้าใหม่ อาทิ SPC/LVT, Adhesive & Grout, เฟอร์นิเจอร์ห้องครัว, หน้าต่าง เป็นต้น รวมถึงการรุกตลาด Smart Toilet และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในมาเลเซีย ตั้งเป้าทำ EBITDA เพิ่มขึ้น 600 ลบ.
3. ขยายไปเวียดนาม เวียดนามมีการเติบโตของ GDP สูง รวมไปถึงการใช้จ่ายของรัฐบาล (Government Spending) ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในแบรนด์ PRIME และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้ยังสามารถส่งออกไปขายในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันคาดว่าแบรนด์จะได้ประโยชน์จากการประกาศภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) 5-55% ของสินค้านำเข้าจากอินเดีย







