แรงกดดันจากราคาพลังงาน และคาดการณ์ว่าเฟดจะไม่ลดดอกเบี้ยปีนี้ กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก
Market Update
ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนวันศุกร์ปิดลบ 443 จุด (-0.96%) จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดบวก 3.3% ทำระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ท่ามกลางความกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจหายไปจากผลกระทบของการโจมตีแหล่งพลังงาน
Market Outlook
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยนักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ทั้งนี้ ภายหลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ออกมาระบุว่า จะเตรียมลดระดับความรุนแรงของสงครามกับอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา กลับมีถ้อยแถลงเพิ่มเติมว่า อาจมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของข่าวสารจากสงคราม และความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง
หากพิจารณาการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่าง ๆ ณ ช่วงปิดตลาดวันศุกร์ จะพบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขยับขึ้น ราคาทองคำปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ทดสอบระดับ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และ CME FedWatch ได้ปรับมุมมองใหม่ โดยเชื่อว่า FED จะคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น และอาจกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงเดือนกันยายนปีหน้า
สำหรับปัจจัยในประเทศ เริ่มเห็นการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยเฉพาะ E20, Diesel และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ สะท้อนว่ารัฐบาลอาจลดการอุดหนุนลงตามต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะค่อย ๆ ปรับราคาน้ำมันขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย การบริโภค และเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน สัญญาณจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยพบว่า Thai Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแรงกว่าอายุ 2 ปี สะท้อนมุมมองว่าปัญหาเงินเฟ้อไทยอาจมีผลยาวในระยะกลางถึงยาว แต่ก็ยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น สถานการณ์ลักษณะนี้อาจไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นโดยรวม อย่างไรก็ตาม ถือเป็นบวกเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์
สำหรับคืนนี้ ยังไม่มีปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม โดยแนะนำให้น้ำหนักกับความคืบหน้าของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นหลัก
วันนี้ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,415 – 1,440 จุด โดยตลาดยังมีแรงกดดันจากความผันผวนของปัจจัยสงคราม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ยังคงสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ยังแนะนำไม่เร่งร้อนเข้าลงทุน เนื่องจากตลาดยังมีความเสี่ยงที่จะกลับมาปรับฐานในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม หากต้องการลงทุนระยะสั้น แนะนำกลุ่มพลังงาน เช่น PTTEP, หุ้น Defensive เช่น BDMS และ ADVANC, กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น BBL, KBANK, KTB และ SCB ซึ่งได้แรงหนุนจากมุมมองว่าดอกเบี้ยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว รวมถึงกลุ่มอาหาร เช่น CPF และกลุ่มศูนย์การค้า เช่น CPN
หุ้นแนะนำ
CPN (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 78.00 บาท)
ปัจจัยบวกจากผลประกอบการงวด 4Q25 ที่มีกำไรสุทธิออกมาดีกว่าที่เราคาดไว้ถึง 11% มาอยู่ที่ระดับ 4,885 ล้านบาท ได้รับผลดีจากรายได้อื่นและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น
CPF (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 24.75 บาท)
มองว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันจากปัญหาสงครามไม่มากนักเนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้บริโภค ขณะที่รายได้จากตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของรายได้รวม โดยภาพรวมทั้งปี 26 ในแง่รายได้ CPF ยังมองเติบโตได้








