คลายกังวลสั้นๆ ต่างชาติหนุนแบบ Healthy // 1,600–1,620
คาด SET Index อิงทางขึ้น : รับแรงหนุนช่วงสั้นจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง และ เม็ดเงินเข้าซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง
กลยุทธ์การลงทุน
-
Domestic play + มาตรการภาครัฐ: BJC, BTG, CK, CPALL, CPN, CRC, GLOBAL, GUNKUL, HMPRO, MOSHI, MRDIYT, KTC, SAWAD, THANI, TIDLOR, AMATA, WHA, ROJNA
-
เก็งกำไร Anti-Commodity : SCC, SCGP, TASCO, BGRIM, GPSC, GULF
-
เก็งงบ 2Q69: BBL, KBANK, KCE, KKP, KTB, KTC, MTC, SCB, STECON, TISCO, TTB
-
Beta สูง : HANA, AWC, GLOBAL, THAI
-
น้ำมันยังผันผวน กลัวเสี่ยงควรไปหาหุ้นกลุ่มอื่น: ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลง 2.02% สู่ระดับ 71.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตอบรับความหวังการหาทางออกระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน หลังปธน.ทรัมป์เผยว่าผู้นำอิหร่านได้โทรหา เพื่อเจรจาหาทางออก และ ตลาดมองว่าทั้งสหรัฐและอิหร่านมีขีดจำกัดทางเศรษฐกิจทำให้ความเป็นไปได้ที่จะกลับมาต่อสงครามลดต่ำลง อย่างไรก็ดี ท่าทีของทรัมป์ยังไม่มีทีท่าว่าจะนำไปสู่โต๊ะเจรจา จึงยังต้องจับตาสถานการณ์ต่อเนื่อง ระยะสั้นมองหุ้นในกลุ่ม Anti-Commodity และ กลุ่มโรงกลั่น ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน หากรับความเสี่ยงได้ให้เน้นเก็งกำไรระหว่างวันและ รอดูจับตาภาพสงครามอย่างใกล้ชิด ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้จำกัด อาจเปลี่ยนไปสะสมหุ้นในกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มธนาคาร ที่กำลังจะประกาศผลประกอบการใน 2Q69 หรือ กลุ่มการเงิน โรงไฟฟ้า นิคม และ ค้าปลีก ที่รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดจะมีเม็ดเงินหนุนเข้าต่อ หลังศาลรธน.ชี้ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ของรัฐบาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
-
ต่างชาติซื้อครั้งนี้ มอง SET ขึ้นแบบ Healthy กว่าอดีต: นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยวานนี้ 8.63 พันล้านบาท ทำให้นับตั้งแต่ต้นปีมียอดซื้อสุทธิรวม(YTD) ที่ 5.35 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขซื้อสุทธิที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มนักลงทุนอื่น หากพิจารณา SET ตั้งแต่ต้นปี พบว่าปรับตัวขึ้นมา 27.7% หรือเฉลี่ยเดือนละ 4.4% โดยการปรับตัวขึ้นในครั้งนี้ มีความสอดคล้องกับทิศทางของ SET100 และ SET50 แตกต่างกับในเดือน พ.ค. ที่ SET ปรับตัวขึ้นแบบกระจุกตัวด้วยแรงดึงจาก DELTA เป็นหลัก จึงมองการปรับขึ้นครั้งนี้ค่อนข้างแข็งแรง และ มีการกระจายตัวขึ้นในหุ้นใหญ่หลายกลุ่ม ดังนั้นหากมีแรงขายออกมาจะมีหุ้นบางตัวที่คอยสลับกันพยุงดัชนี เป็นภาพการปรับขึ้นที่ Healthy กว่าในอดีต มองเป็นบวกต่อหุ้น High Beta
-
ปัจจัยอื่นที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า: TH-เข้าสู่ฤดูประกาศงบ 2Q69 นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร, US- CPI + Core CPI(Jun)/ PPI + Core PPI(Jun)/ Retail Sales + Core Retail Sales (Jun)/ Philadelphia Fed Manufacturing Index (Jul)/ ถ้อยแถลงของประธานเฟด, CN- GDP(Q2)/ Trade Balance(Jun)/ Industrial Production (Jun)
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
(+) ม.หอการค้าฯเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.69 อยู่ที่ระดับ 50.7 สูงขึ้นจาก 49.5 ในเดือนพ.ค.69 โดยพลิกกลับมาดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน มาจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
(+) ADR ของบริษัท SK Hynix เตรียมเริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐในคืนนี้ มองอาจมีการ Rotate เม็ดเงินระหว่างตัวหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่คาดจะสร้าง Sentiment บวกให้หุ้นที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานชิป
(+) ThaiBMAเผยกรณีที่ Fitch Ratings แสดงความกังวลว่าผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรก มีความเสี่ยงในการ Roll Over หุ้นกู้นั้น จากที่ดูข้อมูลแม้ว่าบริษัทเหล่านี้จะมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่เมื่อดูรายได้จากการดำเนินการพบว่ายังเพียงพอครอบคลุมการชำระหนี้ได้ จึงไม่ได้น่ากังวลมากแต่อย่างใด
(+) จีนเตรียมอนุญาตให้บริษัท AI ชั้นนำของประเทศจัดซื้อชิป H20 ของ Nvidia ได้ในวงจำกัด สะท้อนท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้นต่อการนำเข้าเทคโนโลยี จากสหรัฐฯ
Picks of the day
AMATA BUY
-
เป้าหมาย: 27.50 / 29.00 แนวรับ: 25.50 / 26.00
-
นิคมปัจจัยบวกหลายเรื่อง: BOI อนุมัติ 9 โครงการ 6.6 หมื่นลบ. เข้ามาในหลากหลายอุตสาหกรรม อาหาร ขนส่งททางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และพลังงานหมุนเวียน โดย บจก. เนสท์เล่(ไทย) มูลค่าลงทุนสูงสุดที่ 2.29 หมื่นลบ. ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร โดยมองเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มนิคมจากความต้องการลงทุนที่เข้ามาต่อเนื่อง และเรื่องของ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนลบ. ที่ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ยังเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic เข้ามาเสริม
-
AMATA ภาพข้างหน้าดีต่อเนื่อง: เบื้อง หต้น 2Q69 มองแนวโน้มกำไรสูงขึ้น y-y ต่อเนื่อง จากโอนที่ดินในปีก่อนเป็นฐานต่ำ ส่วนภาพครึ่งปีหลังแนวโน้มดีต่อเนื่องจากเข้าสู่ high season ตาม ปกติของกิจการ
MTC BUY
-
เป้าหมาย: 33.50 / 34.50 แนวรับ: 31.00 / 32.00
- คาดกำไร 2Q69 ทำ New high: คาด MTC จะมีกำไร 2Q69 1.9 พันลบ. ทำ New high ได้อีกไตรมาส โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12.6% y-y และ 1.7% q-q จากรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเติบโตตามสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นไปด้วย
-
ผลงานเด่นกว่าคู่แข่ง: MTC มีผลงานเด่นกว่าคู่แข่งโดยใน 1Q69 มีสินเชื่อเติบโต 0.47% q-q ในขณะที่ TIDLOR สินเชื่อเติบโต 0.28% q-q และ SAWAD มีสินเชื่อหดตัว 0.37% q-q และคาดว่านโยบายรัฐต่าง ๆ อย่างเช่นไทยช่วยไทยพลัส และการเปิดเทอมจะทำให้ความต้องการสินเชื่อมีมากขึ้น ส่งผลดีต่อการเติบโตของสินเชื่อ และผลประกอบการใน 2Q69









