บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
TOA PAINT (THAILAND) (TOA TB)
แรงกดดันต้นทุนเริ่มสะท้อนใน 1Q26
-
คาดกำไรปกติ 1Q26 หดตัว (-22% q-q, -10% y-y) แม้ยอดขายคาดทรงตัว แต่ต้นทุนและ SG&A เพิ่มขึ้นจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น
-
คาด 2Q26 GPM ถูกกดดันชัดเจนขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบ Oil-linked ที่ปรับขึ้น
-
คงคำแนะนำ ถือ จากความเสี่ยงด้านต้นทุนและอุปสงค์ หากสงครามยืดเยื้อ
ยอดขาย 1Q26 คาดประคองตัว ในประเทศทรงตัว ส่วนต่างประเทศโต
อุปสงค์ตลาดสีในประเทศใน 1Q26 ทรงตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา อย่างไรก็ดี การประกาศปรับขึ้นราคาขายส่งผลให้เกิดการเร่งสต็อกสินค้าล่วงหน้าของร้านค้า (demand pull-forward) ซึ่งกระตุ้นคำสั่งซื้อให้เร่งตัวในช่วงกลางเดือน มี.ค. ส่งผลให้ยอดขายในประเทศทรงตัวทั้ง q-q และ y-y สำหรับตลาดต่างประเทศยังมีแนวโน้มเติบโต y-y โดยเฉพาะเวียดนาม เมียนมาร์ และลาว เราประเมินยอดขายรวมใน 1Q26 ที่ 5.48 พันล้านบาท (-1% q-q, +1% y-y)
คาดกำไรปกติ 1Q26 หดตัวจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
เราประเมินกำไรสุทธิ 1Q26 เท่ากับ 820 ล้านบาท (-3% q-q, +12% y-y) โดยคาดมีรายการพิเศษจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนราว 100 ล้านบาทจากเงินบาทอ่อนค่า หากหักออกกำไรปกติคาด 720 ล้านบาท (-22% q-q, -10% y-y) กดดันจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ผลกระทบต่อวัตถุดิบยังไม่เกิดขึ้นเต็มที่ใน 1Q26 เนื่องจากบริษัทยังคงใช้สต็อกเดิมที่จัดหาล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม คาดเริ่มเห็นแรงกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น 1Q26 คาดอยู่ที่ 38% ลดลงจาก 40.4% ใน 4Q25 (แต่ยังสูงกว่า 37.2% ใน 1Q25) ขณะที่ SG&A ต่อรายได้คาดเพิ่มขึ้นเป็น 22% จาก 21.2% ใน 4Q25 และ 19.4% ใน 1Q25
2Q26 คาดได้รับผลกระทบจากต้นทุนสงครามที่ชัดเจนขึ้น
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังยืดเยื้อ บริษัทระบุว่ายังคงสามารถจัดหาวัตถุดิบเพื่อการผลิตและจำหน่ายได้อย่างเพียงพอ โดยมีระยะเวลาสต็อกประมาณ 20-30 วัน อย่างไรก็ตาม ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นจากวัตถุดิบกลุ่ม Oil-linked (คิดเป็น 20% ของต้นทุนรวม) รวมถึงค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์ อีกทั้งระยะเวลาการทำสัญญาล็อกราคาวัตถุดิบบางรายการสั้นลง อาทิ TiO2 ซึ่งมีการทำสัญญาล็อกราคาถึง 2Q26 บริษัทมีแนวทางรับมือ ได้แก่ 1) ปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย 6–10% ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2) ปรับแผนการผลิต โดยเน้นสินค้าที่มีสัดส่วนยอดขายสูง 3) พัฒนาสูตรและจัดหาวัตถุดิบทดแทนสำหรับรายการที่อุปทานตึงตัว เราประเมินว่าใน 2Q26 จะเริ่มเห็นแรงกดดันด้านต้นทุนต่ออัตรากำไรขั้นต้นชัดเจนขึ้น ประกอบกับเป็นช่วง Low Season และอุปสงค์ที่ซบเซา ส่งผลให้กำไรมีแนวโน้มหดตัวทั้ง q-q และ y-y
คงคำแนะนำถือ จากความไม่แน่นอนของต้นทุนและอุปสงค์
เราคงประมาณการกำไรปกติปี 2026 ที่ 2.67 พันล้านบาท (-17% y-y) และคงราคาเหมาะสมที่ 14.50 บาท แม้ราคาหุ้นปรับตัวลง 22% ในช่วง 2 เดือนนับจากการเกิดสงครามตะวันออกกลาง (ปลายเดือน ก.พ.) อย่างไรก็ดี เราคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมองว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงกดดัน หากสงครามยืดเยื้อไปถึง 2H26 โดยการปรับขึ้นราคาขายในเดือน มี.ค. อาจไม่สามารถชดเชยต้นทุนใหม่ที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด ขณะที่อุปสงค์คาดยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาคและกำลังซื้อที่อ่อนแอ เราจึงยังคงคำแนะนำ ถือ และรอความชัดเจนของการฟื้นตัว








