HMPRO เผยผลประกอบการไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 1,403 ล้านบาท รับแรงกดดันเศรษฐกิจชะลอตัวและฐานรายได้สูงจากปีก่อนหน้า พร้อมปรับกลยุทธ์สินค้า High Margin และ Hybrid Store เสริมแกร่ง

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,403.97 ล้านบาท ลดลง 17.77% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัวและความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค

ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 17,149.05 ล้านบาท ลดลง 8.07% โดยปัจจัยหลักมาจากฐานรายได้ที่สูงในปีก่อนหน้า (High Base Effect) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการ Easy E-Receipt ขณะที่ปีนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่เร่งตัวขึ้นตามปัจจัยทางฤดูกาลในช่วงเดือนมีนาคม รวมถึงรายได้ค่าเช่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.17% จากการจัดเก็บรายได้พื้นที่เช่าในสาขาโฮมโปรและมาร์เก็ตวิลเลจ โดยเฉพาะในหัวเมืองท่องเที่ยว

แม้ยอดขายรวมจะปรับตัวลดลง แต่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 26.18% มาอยู่ที่ระดับ 26.60% เป็นผลจากการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตราทำกำไรสูงและสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private Brand) ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 3,262.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.19% จากค่าเสื่อมราคาและค่าซ่อมแซม แม้จะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายทางการตลาดได้ดีขึ้นก็ตาม

ในด้านยุทธภาพการดำเนินงาน บริษัทฯ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านโมเดล “ไฮบริดสโตร์” (Hybrid Store) ที่ผสานจุดเด่นของโฮมโปรและเมกาโฮมเข้าด้วยกัน เพื่อครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและบริหารจัดการต้นทุนให้คุ้มค่าสูงสุด ควบคู่ไปกับกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุก อาทิ แคมเปญ Double Day และโครงการแลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-in) เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจเปลี่ยนเป็นสินค้ากลุ่มประหยัดพลังงาน

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสาขาภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 133 สาขา โดยสถานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง มีสินทรัพย์รวม 69,156.66 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมลดลง 6.35% มาอยู่ที่ 41,723.32 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.60 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 20.98%

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานภายใต้แนวทาง Seasonal Agile Strategy และเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับเข้าสู่ภาวะปกติในอนาคต โดยเน้นการรักษาสภาพคล่องที่เพียงพอผ่านแหล่งเงินทุนระยะสั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

- Advertisement -