GULF ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โชว์กำไรจากการดำเนินงาน 9,326 ล้านบาท เติบโตแกร่ง 43.3% พร้อมรุกธุรกิจ Digital Infrastructure และ AI เต็มสูบ
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ประจำปี 2569 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่แตะระดับ 9,117 ล้านบาท เติบโต 38.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน
- ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสร้างรายได้ 28,353 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่สูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อน และการหยุดซ่อมบำรุงที่ลดลงของโรงไฟฟ้า SPP
- ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมีรายได้เติบโตก้าวกระโดดร้อยละ 128.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 2,442 ล้านบาท จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโซลาร์ฟาร์มหลายแห่ง และการรับรู้รายได้ย้อนหลังของโครงการพลังงานลม MKW ในเวียดนาม
- ธุรกิจดิจิทัลมีรายได้พุ่งสูงขึ้นถึง 661.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทยอยให้บริการคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าอยู่ที่ 5,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ ADVANC, GJP และ Jackson Generation ในสหรัฐอเมริกา
ส่วนแบ่งกำไร core profit จากบริษัทร่วมและการร่วมค้า ใน Q1’2569 อยู่ที่ 6,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักเพิ่มขึ้นจาก ADVANC ที่มีผลประกอบการที่ดีขึ้น GJP ที่มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และ Jackson ที่ได้รับรายได้ค่า Capacity Payment เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ core profit จากบริษัทร่วมและการร่วมค้า ลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักเป็นผลจากการที่ ADVANC มีการบันทึกค่าใช้จ่ายทางภาษีลดลงในไตรมาสก่อนหน้า จากการปรับโครงสร้างธุรกิจในกลุ่ม ประกอบกับ Jackson มีการหยุดซ่อมบำรุงหน่วยผลิตไฟฟ้าเป็นระยะเวลานานกว่าใน Q4’2568
กำไรจากการดำเนินงาน (core profit) ใน Q1’2569 เท่ากับ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักมาจากปริมาณการขายไฟฟ้าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติภายใต้กลุ่มบริษัทฯ ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ และรับรู้รายได้ค่าไฟย้อนหลัง ของโรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในประเทศเวียดนาม
กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ใน Q1’2569 เท่ากับ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า core profit เนื่องจาก Q1’2569 มีบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบบริษัทใหญ่และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากตราสารอนุพันธ์ รวมเป็นผลขาดทุน 210 ล้านบาท เทียบกับใน Q1’2568 ที่มีบันทึกกำไรจากรายการดังกล่าวสุทธิ 58 ล้านบาท และใน Q4’2568 ที่มีบันทึกกำไรจากการซื้อธุรกิจ 519 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบบริษัทใหญ่และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากตราสารอนุพันธ์ สุทธิเป็นผลกำไร 444 ล้านบาท
ในไตรมาสที่ผ่านมา GULF ได้รุกขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
- ขยายธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center): เข้าถือหุ้นร้อยละ 70 ในโครงการ GEDC01 จังหวัดระยอง กำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าจองใช้บริการเต็มจำนวนแล้ว คาดเริ่มดำเนินการปี 2570
- พันธมิตรด้าน AI ระดับโลก: ลงนามความร่วมมือกับ Google Asia Pacific เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และโซลูชัน AI รวมถึงร่วมกับ Kore.ai และ AGIBOT เพื่อนำเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะมาปรับใช้ในกลุ่มธุรกิจพลังงานและโทรคมนาคม
- ความสำเร็จด้านการเงิน: ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 35,000 ล้านบาท เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมียอดจองเกินจำนวนที่เสนอขายถึง 1.4 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ด้านฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 820,652 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) อยู่ที่ 0.91 เท่า ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ที่ 3.50 เท่าอย่างมาก แสดงถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจตามแผนงานที่วางไว้ในอนาคต
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 10-15% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการใหม่ในปีนี้ รวมกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มเติมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย:
-
โครงการ Solar Farms และ Solar BESS ในประเทศ 6 โครงการ (623 เมกะวัตต์)
-
โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ (CM WTE) (10 เมกะวัตต์)
-
โครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 (60-70 เมกะวัตต์)
นอกจากนี้ บริษัทฯ คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะในเดือนเมษายน รวมถึงปัจจัยบวกจากต่างประเทศและรายได้พิเศษ ดังนี้:
-
โรงไฟฟ้า Jackson Generation (สหรัฐฯ): ค่า Capacity Payment ปรับเพิ่มจาก 270 เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายน ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในตลาด PJM
-
กำไรจากการจำหน่ายหุ้น: รับรู้ผลกำไรประมาณ 1,900 ล้านบาท จากการขายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power
-
เงินปันผล: รับรู้รายได้จากเงินปันผลจาก KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท
บริษัทฯ วางยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตระยะยาวในกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดย GULF เตรียมเข้าร่วมโครงการตามนโยบายภาครัฐ อาทิ โครงการนำร่อง Direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับกลุ่ม Data Center และโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ พร้อมขยายการลงทุนสู่ยุโรปและสหราชอาณาจักร โดยมีแผนจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงลอนดอน
สำหรับธุรกิจดิจิทัล บริษัทฯ มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร โดยตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการ Hyperscale Data Center มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปี พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Oracle, Google และ Microsoft ในการให้บริการระบบคลาวด์ รวมถึงต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับ Google, Kore.ai และ Agibot เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว









