OR รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท โต 16.2% รับอานิสงส์ราคาน้ำมันโลกพุ่งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้ขายและบริการ 176,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,590 ล้านบาท +13.2% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากปริมาณจำหน่ายน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้น และราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่เกิดสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับอุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากความกังวลต่อภาวะการขาดแคลน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น เป็นผลให้กลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้น 11.3% ตามปริมาณจำหน่ายในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น และกลุ่มธุรกิจ Global เพิ่มขึ้น 64.5% จากประเทศฟิลิปปินส์ที่มียอดจำหน่ายดีเซลเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ลดลง 3.8% จากทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ตามปัจจัยฤดูกาล
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,657 ล้านบาท +59.8% จากไตรมาสก่อนหน้า ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจ Mobility (+59.8%) ที่ภาพรวมกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลงจากผลกระทบจากมาตรการตรึงราคาจำหน่าย ที่ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาให้สะท้อนต้นทุนได้ รวมถึงมีผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยง และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle (+19.9%) ที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง รวมถึงกลุ่มธุรกิจ Global ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น (+>100%) จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว
สำหรับภาพรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง โดยหลักจากค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย ค่าจ้างบุคคลภายนอก และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Share of gain from investments) ภาพรวมเพิ่มขึ้น ในไตรมาสนี้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนตัวลง ส่งผลให้เกิดผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน สวนทางกับตราสารอนุพันธ์ที่มีผลขาดทุนจากการป้องกัน ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์น้ำมันจากราคาที่ผันผวนอย่างมาก โดยหลักจากน้ำมันอากาศยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Unrealized Loss ทำให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 OR มีกำไรสุทธิจำนวน 2,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 337 ล้านบาท (+16.2%) และคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.20 บาท
EBITDA ในไตรมาส 1 ปี 2569 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้น 616 ล้านบาท (+9.5%) โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจ Mobility (+14.2%) ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน โดยหลักจากดีเซลและเบนซิน และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle (+13.0%) จากกำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่ากลุ่มธุรกิจ Global ปรับลดลง (-26.1%) ตามกำไรขั้นต้นในประเทศกัมพูชาที่ลดลง จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา สำหรับภาพรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจ สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Share of gain from investments) ภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในไตรมาสนี้ OR มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และมีผลขาดทุน จากตราสารอนุพันธ์ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 1,965 ล้านบาท (-44.9%)
ฐานะทางการเงิน ณ 31 มีนาคม 2569 OR มีสินทรัพย์รวมจำนวน 236,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38,614 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากลูกหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น จากการชดเชยเพื่อพยุงราคาจำหน่ายในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้น และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่เพิ่มขึ้น OR มีหนี้สินรวมจำนวน 120,037 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35,926 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากเจ้าหนี้การค้าโรงกลั่นที่เพิ่มขึ้น ตามต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น
สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้น มีจำนวน 116,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,687 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรสุทธิระหว่างงวด ทั้งนี้ OR ยังคงได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ (Stable) สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียมในประเทศไทย และความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
ทั้งนี้ OR ยังคงได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ (Stable) สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียมในประเทศไทยและความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifesyle ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
ในปี 2569 บริษัทฯ ได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) โดย Modulus ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 การเข้าลงทุนดังกล่าว เพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ OR ในการมุ่งแสวงหาธุรกิจใหม่ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้บริโคล (All Lifestyles) และเติมเต็มระบบนิเวศของ OR (OR Ecosystem)
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ลงทุนใน บริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (“TPN”) วันที่ 30 มีนาคม 2569 บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (“Modulus”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR เข้าถือหุ้นร้อยละ 55.41 ใน TPN ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจระบบขนส่งน้ำมันทางท่อจากจังหวัดสระบุรีไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเข้าลงทุนดังกล่าวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจ Mobility เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ภาพรวมเศรษฐกิจ 1Q/69 เศรษฐกิจไทย ขยายตัวชะลอลง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการจัดตั้งรัฐบาล การลงทุนและส่งออกสินค้า รวมถึงกำแพงภาษีสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทยปรับลดลงชั่วคราว แต่ในขณะเดียวกันยังคงเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกชะลอตัวลง ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าพลังงาน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง จากเที่ยวบินที่ลดลงและต้นทุนการบินที่สูงขึ้น ภาคการเงินที่ตึงตัว และหนี้ครัวเรือนสูง ถูกซ้ำเติมด้วยราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูง โดยในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจยังคงมีปัจจัยและความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยความรุนแรง และความยืดเยื้อของสถานการณ์จะเป็นปัจจัยกำหนดราคาพลังงาน ภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ และแรงกดดันเงินเฟ้อ ทั้งนี้ หากสถานะกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอาจปล่อยราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง
เศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้จะมีแรงหนุนจากการลงทุนใน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง แต่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามราคาพลังงานและค่าขนส่ง โดยภูมิภาคเอเชียและยุโรป มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงเนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินอาจผ่อนคลายได้น้อยลง และมีข้อจำกัดของนโยบายการเงินและการคลังในการสนับสนุนเศรษฐกิจจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ด้านราคาพลังงานโลกยังคงมีความผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากความยืดเยื้อและความรุนแรง ของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่สำคัญ ส่งผลให้รัฐบาลทั่วโลก เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาพลังงานในตะวันออกกลาง และเร่งสะสมน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR Refilling) เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนตัว แม้ยังมีแรงหนุน จากการลงทุนด้าน AI และนโยบายการคลัง อย่างไรก็ดี การบริโภคที่อ่อนแอจากภาระค่าครองชีพที่สูง และเงินเฟ้อมีความเสี่ยงเร่งขึ้นอีก ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ขณะที่ภาวะการเงินเริ่มตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสินเชื่อเอกชน เศรษฐกิจจีน ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าและเศรษฐกิจโลกยังกดดันการเติบโต แม้ยังมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ










