เก่งหลังเกมส์
SET Index -5.7 จุด -0.38% ปิดตลาด 1483.5 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายที่ 5.55 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายเพื่อรอดูตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในคืนวันนี้และ MSCI Rebalance ปรับน้ำหนักดัชนีและประกาศรายชื่อหุ้นเข้าออก (เช้าพรุ่งนี้ตามเวลาประเทศไทย) หุ้นที่ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่มชิ้นส่วน (DELTA, KCE) กลุ่มอาหาร (TFG) กลุ่ม ICT (TRUE) กลุ่มพลังงาน TOP และ BANPU ในทางตรงข้ามมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่ม Big cap (AOT, PTT, PTTEP, ADVANC, GULF) ฯลฯ
หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่น คือ
TCAP +2.62%
ปรับขึ้นรับรายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 2,123 ลบ. ดีกว่าเราและตลาดคาด เพราะรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) มากกว่าคาด จากรายได้ประกันสุทธิ และค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) น้อยกว่าคาด จากคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น และมีรายการปรับมูลค่าเงินลงทุน -71 ลบ. (one-time) ภาพรวมกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น +24% y-y และ +12% q-q เราคงคำแนะนำ NEUTRAL และคง TP26F ที่ 60 บ. เพราะเราคงมอง TCAP มีจุดเด่นเรื่องปันผล ปี 2026F คาดรักษาระดับเงินปันผลที่ 3.50 บ./หุ้น คิดเป็น dividend yield ที่ 6%
GUNKUL +3.7%
ปรับขึ้นรับรายงานกำไรปกติ 1Q26 ที่ 428 ลบ. (+9% y-y, -1% q-q) หนุนจากรายได้ EPC โตแรง (+104% y-y) ชดเชยส่วนแบ่งกำไรที่อ่อนลงตามสภาพอากาศ แต่ Outlook 2Q26F คาดลดลง y-y จากฐานสูง แต่ทรงตัว q-q จาก Backlog EPC ที่ยังแข็งแกร่ง โดยเรามีการ i) รวมโครงการพลังงานหมุนเวียนเฟส 2.1 ทั้งหมด 319 MW เข้าในประมาณการ ii) ปรับ PER ธุรกิจ EPC/Trading เป็น 15x iii) ลด WACC ลงเป็น 7% จึงปรับ TP26F ปรับขึ้นเป็น 4.0 บาท/หุ้น อิง SOTP คงคำแนะนำ Buy
PTTEP +0.33%
ปรับขึ้นมีจิตวิทยาบวกหนุนจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นต่อ อิง น้ำมันดิบ Brent +4.15%d-d ปิดที่ US$ 104.21/barrel แรงหนุนสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน หลังทรัมป์ระบุข้อตกลงหยุดยิงดูอ่อนไหวขึัน
TOP -4.3%
ปรับลงรับหลังการประชุมนักวิเคราะห์ จากแนวโน้มกำไรที่อาจชะลอยาวกว่าคาดไปอีก 1 ไตรมาส ถึง 3Q26F จากต้องแบกภาระ stock loss และ crude premium ในช่วงที่การขนส่งพลังงานผ่านฮอร์มุซคลี่คลาย ทำให้ระยะสั้นขาด catalyst อย่างไรก็ตามเราคงมุมมองที่ supply โรงกลั่นยังตึงตัวต่อเนื่องใน 2026-28F (ตึงตัวตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามฯ) ทำให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และ TOP เป็นผู้ได้ประโยชน์มากสุดในระยะยาว หลังโครงการ CFP เริ่ม COD หนุนทั้งปริมาณขายและความสามารถในการแข่งขัน คงคำแนะนำ Buy ที่ TP26F = 56.0 บ.
ILM -2.3%
ปรับลงรับรายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 185 ลบ. (-14% y-y, -12% q-q) จากรายได้ปรับลงตามรายได้จากการขายอ่อนตัว และค่าใช้จ่ายยังปรับขึ้น แต่ชดเชยบางส่วนจากค่าเช่าและสาขาใหม่เพิ่มขึ้น มองช่วงที่เหลือ ยังมีโอกาสเติบโตเล็กน้อย ทั้งจากสาขาใหม่และอัตรากำไรที่ยังมีทิศทางปรับขึ้นได้ KSS ยังคงคำแนะนำ “Buy” จาก TP26F 18.0 บาท อิง DCF คาดยังมีปันผลสูง 7.8%








