TFM กางวิสัยทัศน์ปี 69 ปั้นไทยฐานผลิตกุ้งพรีเมียม รุกตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573

บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) เปิดวิสัยทัศน์ปี 2569 “TFM Accelerates Growth: From Market Recovery to Global Expansion” เดินหน้ารุกธุรกิจอาหารสัตว์น้ำระดับโลก รับอุตสาหกรรมกุ้งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Efficiency – Low Carbon – Premium Market” ชูไทยฐานหลักสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ผู้เล่น 3 อันดับแรกของตลาดอาหารสัตว์น้ำอินโดนีเซีย พร้อมลงทุนในเอกวาดอร์ หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมกุ้งโลก เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศระยะยาว พร้อมปักธงรายได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอาหารกุ้งไทย และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับ ASC Feed Certification รองรับตลาดพรีเมียมสหรัฐฯ–ยุโรป 

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันโลก จากเดิมที่แข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และ
ความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารทะเลพรีเมียมทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ผลิตและส่งออกกุ้งที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ การจัดหาวัตถุดิบที่มีระบบการเพาะเลี้ยงที่ยั่งยืน กระบวนการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงปลายน้ำผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค  

จากปัจจัยดังกล่าว สะท้อนความจำเป็นที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การลดต้นทุนต่อหน่วย และการพัฒนาระบบการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดโลก
ยุคใหม่ หลังอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ปริมาณส่งออกกุ้งไทยลดลงจากกว่า 211,000 ตัน ในปี 2559 เหลือประมาณ 129,000 ตัน ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงจาก 69,514 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,889 ล้านบาท 

“Game Plan ระยะยาวของ TFM คือ การเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา การคัดเลือกวัตถุดิบ
คุณภาพสูง มาต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรในด้านองค์ความรู้ โอกาสทางการตลาด และแนวทาง ‘Lower Carbon Aquaculture’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก”

ปัจจุบัน ตลาดอาหารกุ้งของประเทศไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM มีส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งประมาณ 25% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตรอาหาร และการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ขณะที่ธุรกิจอาหารปลา ซึ่งรวมถึงอาหารปลากะพง อาหารปลานิล และอาหารกบ ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบของประเทศไทย

สำหรับภาพรวมตลาดโลก อุตสาหกรรมกุ้งยังมีศักยภาพเติบโตสูง จากความต้องการบริโภคกุ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกกุ้งชั้นนำ ได้แก่ เอกวาดอร์ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย มีปริมาณผลผลิตกุ้งส่งออกรวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี และมีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมประมงของแต่ละประเทศ) สะท้อนโอกาสสำคัญของตลาดอาหารสัตว์น้ำ และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ TFM เดินหน้าขยายการลงทุนสู่ตลาดโลก ภายใต้กลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งในประเทศไทย ขยายตลาดในประเทศอินโดนีเซีย และต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดใหม่ระดับโลก 

บริษัทได้ประกาศแผนลงทุนขยายธุรกิจสู่ประเทศเอกวาดอร์ ภายใต้วงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 คาดช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 80% รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์น้ำโลกในระยะยาว ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยร่วมกับพันธมิตรในประเทศเอกวาดอร์

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 TFM มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 31%
โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20.0% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.1% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและการปรับ Product Mix สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยธุรกิจอาหารกุ้งยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 66.4% และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 21.9% สำหรับโครงสร้างรายได้ตามภูมิภาค รายได้หลักยังมาจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 90.4% ของรายได้รวม และเติบโต 13.9% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดอาหารกุ้งและการขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศ ขณะที่รายได้จากอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.8% ส่วนที่เหลือมาจากศรีลังกาและตลาดอื่น ๆ 

สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8–10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18–20% และวางงบลงทุนปีนี้ประมาณ 680 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนโรงงานใหม่ในประเทศเอกวาดอร์ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจหลัก

“TFM เชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร คู่ค้า และอุตสาหกรรมโดยรวม เราต้องการผลักดันอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดโลก พร้อมกับการผลักดันรายได้แตะระดับ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ตามที่วางไว้” นายพีระศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

นอกจากนี้ TFM ยังมีจุดแข็งด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 จากการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ช่วยสร้าง Synergy ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ท่ามกลางภาวะราคาปลาป่นโลกที่ยังผันผวน รวมทั้ง บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียพลังงาน และนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบบอยเลอร์และไฟฟ้า พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต

เกี่ยวกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ (TFM) หนึ่งในผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจของไทย ทั้งอาหารกุ้ง อาหารปลา และอาหารสัตว์บก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการเลี้ยง และความยั่งยืน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งมั่นและพัฒนาในการผลิตอาหารสัตว์น้ำคุณภาพดี เพื่อการผลิตสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน TFM มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 253,200 ตันต่อปี จากฐานการผลิตในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย โรงงานมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร โรงงานระโนด จังหวัดสงขลา และโรงงานในประเทศอินโดนีเซีย (TUKL) พร้อมด้วย พันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ครอบคลุมกว่า 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเอกวาดอร์ 

- Advertisement -