SINO ประกาศงบ Q1/69 ทำรายได้รวม 601 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน ประเมิน Q2/69 ฟื้นตัวต่อเนื่อง รับขยายทีมเซลล์ ดีมานด์และค่าระวางเรือพุ่ง

บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่นหรือ SINO ประกาศผลงานไตรมาส 1/2569 ทำรายได้รวม 601 ล้านบาท เติบโต 2% จากไตรมาสก่อน และปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 12,800 ตู้ แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งสัญญาณแนวโน้มการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง จากการขยายบุคลากรฝ่ายขาย ดีมานด์และดัชนีค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น รุกเปิดบริการคลังสินค้าใหม่และเจรจาพาร์ทเนอร์จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในอินโดนีเซีย  

นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในไตรมาส 1/2569 มีความผันผวนจากความ
ไม่แน่นอนของมาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากบริการขนส่งสินค้าไปยังตะวันออกกลางเพียง 2% ของรายได้รวม และได้มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจเชิงรุกผ่านการนำเสนอโซลูชันด้านการขนส่งแก่ลูกค้า ตลอดจนได้รับปัจจัยหนุนจากค่าเฉลี่ยดัชนีค่าระวางเรือเส้นทางไทย-สหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,700 จุด จาก 1,500 จุดในไตรมาสก่อน ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้รวม 601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 12,800 ตู้ จาก 12,200 ตู้ในไตรมาสก่อน 

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2 ล้านบาท ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน โดยบริษัทฯ มีการลงทุนด้านระบบไอทีเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพและความรวดเร็วแก่บริการขนส่งสินค้า ช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว 

 นายนันท์มนัส กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวก ได้แก่ 1) การเพิ่มบุคลากรฝ่ายขายเพื่อขยายฐานลูกค้าในไทยและต่างประเทศ เช่น จีน, เอเชีย, ยุโรป 2) ปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเลในเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,300 ตู้ มากกว่าเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่มีปริมาณ 4,180 ตู้ และ 4,000 ตู้ตามลำดับ ขณะที่แนวโน้มเดือนพฤษภาคม 2569 คาดว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเลจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ตู้ สะท้อนการฟื้นตัวของดีมานด์ และ 3) ดัชนีค่าระวางเรือเส้นทางไทย-สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ระดับกว่า 1,900 จุด   

ขณะที่แผนงานขยายธุรกิจในปีนี้ บริษัทฯ เริ่มเปิดบริการ “ห้องควบคุมอุณหภูมิ” ภายในคลังสินค้าปลอดอากร
ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าที่ต้องการจัดเก็บในพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ อาทิ สินค้าประเภทเครื่องดื่ม, ไวน์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าไฮเทคโนโลยี, เครื่องสำอาง, อาหารระดับพรีเมียม ฯลฯ โดยมีผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่กว่า 30% 

ส่วนธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า ล่าสุดได้เปิดบริการคลังสินค้าใหม่อีก 2 หลัง มีพื้นที่รวมประมาณ 10,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมติดตั้งระบบ Warehouse Management System ที่มีความทันสมัย เพื่อรองรับ
ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ประกอบด้วย 1) คลังสินค้าทั่วไป (General Warehouse) มีพื้นที่ 7,292 ตารางเมตร และ 2) คลังสินค้าปลอดอากร  (Free Zone Warehouse) มีพื้นที่ 2,760 ตารางเมตร ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีคลังสินค้าให้เช่าคิดเป็นพื้นที่รวม 43,584 ตารางเมตร

นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ทเนอร์เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนและสำนักงานในประเทศอินโดนีเซีย ตามแผนยุทธศาสตร์ Sino Worldwide รองรับขยายฐานธุรกิจบริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนและก้าวสู่ผู้นำโลจิสติกส์ระหว่างประเทศครบวงจรในระดับภูมิภาค คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้

- Advertisement -