บล.เอเซีย พลัส:
SAWAD คุมคุณภาพ พร้อมต่อยอด Locked phone (Trading)
Flash Points
-
จากการประชุมนักวิเคราะห์บ่ายวานนี้ ผู้บริหารคงเป้าสินเชื่อปี 2569 เติบโต 10% – 15% แต่ส่งสัญญาณการเติบโตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ภายใต้ความไม่แน่นอนจากสงคราม และค่าครองชีพ (Cost of living) ที่ยังอยู่ในระดับสูง
-
สินเชื่อเช่าซื้อ Locked phone (ผ่าน SCAP: SAWAD ถือหุ้น 72%) ให้ Yield on loan สูงกว่าสินเชื่อหลักของบริษัท (1Q69 ที่ 18%) โดยปัจจุบันพอร์ตหลักยังเป็นกลุ่ม iPhone และมีแผนขยายไปยัง Android อย่างไรก็ตามผลต่อการเติบโตของสินเชื่อรวมยังจำกัด จากอายุสัญญาไม่เกิน 12 เดือน และฐานพอร์ตยังมืขนาดเล็ก
-
Credit cost งวด 1Q69 ที่ 2.2% สูงกว่าเป้าหมายบริษัทฯ ที่ 1.8% – 2.0% จากความระมัดระวังต่อคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงสงคราม โดย 2Q69 บริษัทจะเร่งติดตามหนี้ และบริหารรถยึดมากขึ้น เพื่อควบคุมคุณภาพสินทรัพย์
Impact Insight
-
โทนประชุมโดยรวมเป็นกลาง แม้ภาพรวมสอดคล้องกับประมาณการ แต่ยังไม่เห็นปัจจัยใหม่ที่จะนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากตลาดอย่างมีนัยฯ
-
แม้ธุรกิจ Locked phone ยังมีผลต่อพอร์ตสินเชื่อรวมจำกัด แต่ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อโครงสร้างผลตอบแทนระยะยาว หากคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในบริหารจัดการ และไม่ถูกกำกับเพิ่มเติมจาก Regulator
-
คงประมาณการกำไรฯ ปี 2569 ที่ 5.7 พันล้านบาท (+13% YoY) ภายใต้สมมติฐานสินเชื่อเติบโต 10% (1Q69 ทรงตัว QoQ : แนวโน้มเพิ่ม 2H ตามฤดูกาล) โดยมีจุดที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อประมาณการคือ สินเชื่อ และ Credit cost
-
โดย Sensitivity Analysis ทุก 1% ของสินเชื่อที่เปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อกำไรในอัตราใกล้เคียงกัน และทุกการเปลี่ยนแปลง 20 bps ของ Credit cost จะมีผลต่อกำไรราว 3%
-
GGM ให้ PBV 1 เท่า ให้ FV ที่ 25 บาท (เทียบเท่า PER 7 เท่า) บน Risk free rate เดียวกับกลุ่มฯ ที่ 2.75% รองรับความผันผวนของ Bond yield ต่อการประเมินมูลค่าแล้ว
Execution
-
แม้ PER ที่ 6.3 เท่า (VS กลุ่มฯ ราว 8 เท่า) เริ่มสะท้อนความกังวลไปพอควร แต่ Credit cycle และ Bond yield ยังจำกัด Catalyst ระยะสั้น (รวมถึง Upside ยังน้อยกว่ากลุ่มฯ) แนะนำ Trading ตามกรอบจำกัด (กลุ่มฯ คงเน้น TIDLOR ตามด้วย MTC)
-
โดยมี Tactical trigger จาก Bond yield ปรับลง และมาตรการช่วยค่าครองชีพ
ความเสี่ยงที่มีน้ำหนักต่อประมาณการของ SAWAD
1. สินเชื่อเติบโตต่ำกว่าสมมติฐาน จากภาวะเศรษฐกิจ โดยทุก 1% ของสินเชื่อที่ลดลง (เพิ่มขึ้น) บนสมมติฐานอื่นคงเดิม จะส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง (เพิ่มขึ้น) ประมาณ 1%
2. Loan Spread ที่เปลี่ยนแปลงจากสมมติฐาน จาก Bond yield ที่ปรับขึ้น โดยทุก 25bps ของ Loan spread ที่ลดลง (เพิ่มขึ้น) บนสมมติฐานอื่นคงเดิม จะส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง (เพิ่มขึ้น) ประมาณ 3%
3. คุณภาพสินทรัพย์แย่กว่าคาด ส่งผลให้ Credit cost สูงกว่าสมมติฐาน โดยทุก 20bps ของ Credit cost ที่เพิ่มขึ้น (ลดลง) บนสมมติฐานอื่นคงเดิม จะส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง (เพิ่มขึ้น) ประมาณ 3%
4. Regulatory risk อาจส่งผลต่อการเติบโตด้านสินเชื่อ และ Loan spread







