WHAUP ผนึก สหฟาร์ม ลุย Solar Farm พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) อย่างต่อเนื่อง ปักหมุดลพบุรี 10 MW พ่วงแบตเตอรี่ 20 MWh หนุน Net Zero ภาคเกษตรและอาหาร
- ดันกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตามสัญญารวมที่ให้บริการแก่สหฟาร์มแตะ 56.47 MW
- พร้อม BESS รวม 20 MWh เสริมเสถียรภาพพลังงาน ลดต้นทุนกว่า 1.64 พันล้านบาทใน 30 ปี
บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ย้ำความเป็นผู้นำด้านโซลูชันพลังงาน เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ขนาด 10 เมกะวัตต์ (MW) ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ขนาด 20 เมกะวัตต์–ชั่วโมง (MWh) บนพื้นที่กว่า 65 ไร่ ณ จังหวัดลพบุรี ช่วยเสริมเสถียรภาพการใช้ไฟฟ้า ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าให้ บริการ โซลูชันพลังงานครบวงจร โดยมุ่งเน้นการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมขับเคลื่อนพันธมิตรธุรกิจเข้าสู่ยุคสังคมคาร์บอนต่ำ (Decarbonization) อย่างยั่งยืน
ล่าสุด WHAUP ได้ลงนามสัญญากับ บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เพื่อดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 10 MW และระบบกักเก็บพลังงานขนาด 20 MWh ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนถึงแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาดควบคู่เทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะในภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว โดยโครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มดำเนินการติดตั้งในช่วง ไตรมาส 2/2569
ภายหลังการลงนามสัญญาโครงการล่าสุดในครั้งนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตามสัญญารวมที่ WHAUP ให้บริการแก่สหฟาร์มเพิ่มขึ้นเป็น 56.47 MW พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) รวม 20 MWh ตอกย้ำความร่วมมือระยะยาวระหว่างทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ
“การผสาน Solar Farm เข้ากับระบบ BESS ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโซลูชันพลังงานหมุนเวียนจากการผลิตไฟฟ้า ไปสู่การบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เพราะไม่เพียงช่วยให้ลูกค้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยเสริมเสถียรภาพด้านพลังงาน ลดความผันผวนของต้นทุนไฟฟ้า และเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Decarbonization อย่างยั่งยืน”
ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ ประธานสายบัญชีและการเงิน และเลขานุการคณะกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า สหฟาร์มเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ Go Green ขององค์กร
“สหฟาร์มเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจภายใต้โครงการ Go Green อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความร่วมมือกับ WHAUP ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดมาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ และผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม”
โครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่สหฟาร์มได้เฉลี่ยสูงกว่า 21ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 294 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา และหากพิจารณาในระยะยาวตลอดอายุโครงการ 30 ปี จะช่วยลดต้นทุนพลังงานได้สูงถึง 1,647 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้แก่สถานประกอบการในจังหวัดลพบุรี พร้อมยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม
นางสาวบุญญาลักษณ์ โชติเทวัญ กรรมการบริษัท สหฟาร์ม จำกัด และบริษัท โกลเด้น ไลน์ บิสซิเนส จำกัด กล่าวเสริมว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของสถานประกอบการ
“โครงการนี้ช่วยให้สหฟาร์มบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสริมเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับสถานประกอบการในจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องในการผลิตและการดำเนินงานในระยะยาว”
โครงการดังกล่าวบนพื้นที่ 65 ไร่ ณ จังหวัดลพบุรี ไม่เพียงช่วยเสริมเสถียรภาพทางพลังงานให้แก่สถานประกอบการของสหฟาร์ม แต่ยังขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) อย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ยสูงถึง 6,696 ตันต่อปี หรือสะสมรวมกว่า 200,900 ตัน ตลอดระยะเวลาโครงการ 30 ปี ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลกความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของ WHAUP ในฐานะพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ WHA Group ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่เติบโตอย่างสมดุล แข่งขันได้ และยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ WHA: Shape the Future for Thailand









