KS Daily View 16.06.2026 >>> ทรัมป์ลงนาม MOU กับอิหร่านแล้ว คาดฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ภายในศุกร์นี้ กรอบ SET วันนี้ 1,580-1,600 จุด แนะนำ BTG, KCE
แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,591.72 ลดลง 0.69 จุด (-0.04%)แรงซื้อกลุ่มท่องเที่ยว, ไฟแนนซ์, ไฟฟ้า ขณะที่มีแรงขายในกลุ่มพลังงาน โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 335 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index แกว่งในกรอบ 1,580-1,600 จุด สถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย โดยทางด้านสหรัฐฯเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับอิหร่านในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ซึ่งทรัมป์ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซได้เปิดบางส่วนแล้ว และจะกลับมาเปิดเต็มรูปแบบภายในวันศุกร์นี้ ถือเป็นโมเมนตัมบวกต่อตลาด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังย่อต่อเนื่อง วานนี้ปิดที่ระดับ 83.17 เหรียญต่อบาร์เรล (-4.7%) สอดคล้องกับ DXY ที่อ่อนค่าสู่ระดับ 99.6 จุด ซึ่งหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าสู่ระดับ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนประเด็นในระยะสั้นที่ยังต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด คือการประชุมธนาคารกลางต่างๆ โดยวันนี้จะมีการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ส่วนธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) คาดยังคงที่ระดับ 4.35%ส่วนกลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะรอย่อสะสมหุ้นที่คาดผลประกอบการขยายตัวได้ดีในช่วง 2H26โดยสำหรับวันนี้แนะนำ BTG, KCE
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- กระทรวงคมนาคมเดินหน้าผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินของภูมิภาคภายในปี 2572 โดยเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติโครงการขยายอาคารผู้โดยสารฝั่งตะวันออกของสนามบินสุวรรณภูมิวงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 60 ล้านคนเป็น 70 ล้านคนต่อปี และเมื่อรวมกับดอนเมืองจะรองรับได้กว่า 120 ล้านคนต่อปี มองเป็นบวกต่อกลุ่มสนามบินและท่องเที่ยวซึ่งจะได้อานิสงส์จากปริมาณผู้โดยสารและสินค้าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว (AOT, ERW, CENTEL, THAI, AAV, BA)
- กรมสรรพสามิตเตรียมสรุปมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในเดือนมิ.ย.นี้ โดยเน้นส่งเสริมรถ EV ที่ผลิตในประเทศไทยเป็นหลัก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์และลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ทั้งนี้มาตรการจะใช้เครื่องมือทางการเงินเป็นกลไกสนับสนุน ไม่ใช่โครงการรถคันแรกหรือรถเก่าแลกรถใหม่ เป็นบวกต่อกลุ่ม EV และซัพพลายเชนในประเทศ โดยเฉพาะผู้ผลิตรถ EV ที่มีฐานการผลิตในไทย รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมและผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเร่งลงทุนในไทย
- ราคาธัญพืชและน้ำมันพืชโลกปรับลดลง หลังตลาดคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และค่าขนส่ง รวมถึงบรรเทาความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านอาหาร โดยข้าวโพด ข้าวสาลี น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์มต่างปรับตัวลง ขณะที่ตลาดมองว่าการคลี่คลายความขัดแย้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจโลกและเปิดทางให้ธนาคารกลางผ่อนคลายนโยบายการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นบวกต่อกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบเกษตรและพลังงานเป็นต้นทุนหลัก ขณะที่กลุ่มเกษตรต้นน้ำและผู้ผลิตไบโอดีเซลอาจเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้าเกษตรและน้ำมันพืชที่อ่อนตัวลง
- โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 30,350 ล้านบาทภายใน 14 วันแรก โดยมีผู้ใช้สิทธิ์แล้วเกือบ 25 ล้านคนจากทั้งหมด 26 ล้านคน และมีประชาชนกว่า 3.1 ล้านคนใช้วงเงินอุดหนุน 1,000 บาทเต็มสิทธิ์ตั้งแต่ครึ่งเดือนแรก สะท้อนการตอบรับที่ดีของมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ขณะที่ภาครัฐขยายการใช้สิทธิ์ผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery ตั้งแต่ 15 มิ.ย. เพื่อเร่งการใช้จ่ายเพิ่มเติม เป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการเดลิเวอรี โดยคาดช่วยหนุนยอดขายในช่วง 2Q-3Q69
Daily picks
BTG: ราคาพื้นฐาน 23.40 บาท
- ราคาหมูในประเทศฟื้นตัว +5.2% ในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมา คาดเป็นปัจจัยจากการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นบวกต่อกลุ่มอิงราคาหมู ผสานกับด้านต้นทุนถั่วเหลืองคาดว่าจะชะลอตัวลง จากผลผลิตถั่วเหลืองที่เพิ่มมากขึ้น
- คาดกำไร 2Q26 ของ BTG จะโดดเด่นสุดในกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทั้งQoQ และ YoY ใน 3Q26
- ขณะที่ Valuation ปัจจุบันเทรด PE เพียง 8.7 เท่า (-1.0 SD จากค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง) ยังเป็นระดับที่น่าทยอยสะสม
KCE: ราคาพื้นฐาน 37.00 บาท
- คงเป้ารายได้ปี 2569 โต 4-6% แต่มี upside หากปรับขึ้น ASP ได้ใน 2H69 โดยคาด 2Q69 รายได้โต >5% QoQ จาก backlog HDI ที่แข็งแกร่ง
- ต้นทุนวัตถุดิบยังเป็นแรงกดดันหลัก โดยราคาทองแดงและลามิเนตเพิ่มขึ้น แต่บริษัทคาด GPM ยังทรงตัวราว 18% จาก utilization rate ที่สูงขึ้นและการลดต้นทุน
- การขึ้นราคาสินค้า 12-15% ในช่วง มิ.ย.-ส.ค. อาจหนุน GPM 2H69 ขึ้นสู่ 27-30% และเปิดโอกาสให้ตลาด re-rate valuation
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
- วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. ส่วนฝั่งสหรัฐฯ จับตายอดการเริ่มสร้างบ้าน US พ.ค. คาด -2.2%MoM จาก -2.8%MoM, ใบอนุญาตก่อสร้าง US พ.ค. คาด -0.2%MoM จาก เม.ย. +4.4%MoM ด้านญี่ปุ่น จะมีการประชุม BOJ (คาดขึ้นดอกเบี้ยญี่ปุ่น 0.25% สู่ระดับ 1.0%) ส่วนจีน จับตาการรายงานยอดค้าปลีก จีน พ.ค. -0.5%YoY จาก เม.ย. ที่ +0.2%YoY และผลผลิตภาคอุตสาหกรรม จีน พ.ค. +4.3%YoY จาก เม.ย. ที่ +4.1%
- วันพุธ ติดตามยอดค้าปลีก US พ.ค. +0.5%MoM, การประชุม FED (คาดคงดอกเบี้ย US ที่ระดับ 3.50-3.75%), สต๊อกน้ำมันดิบ US รายสัปดาห์ ส่วนด้านยุโรป จะมีดัชนี CPI ยูโรโซน พ.ค. ที่ +3.2%YoY, ดัชนี Core CPI ยูโรโซน พ.ค. คาดที่ 2.5%YoY
- วันพฤหัส ติดตามยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์US และการประชุม BOE (คาดคงดอกเบี้ยที่ 3.75%)
- วันศุกร์ ติดตามเงินเฟ้อ CPI ญี่ปุ่น พ.ค. คาดที่ +1.5%YoY ขึ้นจาก +1.4%YoY









