บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

ธ.กลางสหรัฐฯ ท่าทีแข็งกร้าวพอควร… แต่น่าจะเปลี่ยนแปลงในระยะถัดไป 

ผลการประชุม FOMC นัดแรกของนาย Kevin Warsh มีน้ำหนักไปทาง hawkish 

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน คณะกรรมการ FOMC ซึ่งมีนาย Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่เป็นประธานการประชุม ลงมติ 12-0 ให้คงอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate (FFR) ไว้ที่ 3.75% ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ของเรา และ consensus คาดเอาไว้ โดยใน statement ของ Fed เนื้อหาดูสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ กระชับมากขึ้น และ ขาดการให้แนวทางสำหรับระยะต่อไป ซึ่งนาย Warsh มองว่าไม่จำเป็น โดยรวมแล้ว statement ดูออกไปทาง hawkish เล็กน้อย เพราะระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง แม้จะได้รับผลกระทบจากสงคราม และ ดัชนีเงินเฟ้อที่สำคัญยังยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายในระยะยาว  

นอกจากนี้ นาย Warsh ยังไม่ให้มุมมองของเขาเกี่ยวกับประมาณการ dot-plot แต่คณะกรรมการ FOMC คนอื่น ๆ ให้แนวทาง FFR ไปจนถึงสิ้นปี 2569 ในขณะที่ยังไม่เปลี่ยนประมาณการ FFR ของปี 2570 สำหรับจังหวะการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งวัดจาก CME Futures นั้น ตลาดการเงินประเมินว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2569  

ในส่วนของรายงานสรุปประมาณการเศรษฐกิจ (SEP) นั้น เจ้าหน้าที่ของ Fed ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ปี 2569 จากเดิม 2.4% เป็น 2.2% แต่ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน core PCE จากเดิม 2.7% เป็น 3.3% ซึ่งดูเหมาะสมกับแนวนโยบายที่ต้องการให้มีการขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้  

ข้อตกลงสันติภาพ และ ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อเปลี่ยนไปในเดือนต่อ ๆ ไป 

มุมมอง และ ประมาณการชุดล่าสุดของ Fed น่าจะทำไว้ตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐ และ อิหร่านจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องติดตามพลวัตรของราคาน้ำมัน และ อัตราเงินเฟ้อรายเดือนซึ่งอาจจะทำให้ท่าทีของ Fed เปลี่ยนแปลงไปอีก ทั้งนี้ จาก figure 1 จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อสหรัฐมาตั้งแต่ที่สงครามประทุขึ้นมา และ ดังที่ทราบกันดี ว่าราคาน้ำมันดิบร่วงแรงในช่วงสองสามวันนี้จากการที่ตลาดตอบรับข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านซึ่งน่าจะนำไปสู่การกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz ในทันที 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และ ไทยที่ขยับขึ้นในช่วงนี้ดูแรงเกินเหตุไปแล้ว 

ดังแสดงใน figure 2 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของทั้งสหรัฐ และไทย ขยับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ (แม้ว่าของไทยจะขยับขึ้นน้อยกว่า) หลังจากที่สงครามสหรัฐ-อิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี และ 10 ปี ขยับเพิ่มขึ้นถึง 72 bps และ 45bps ตามลำดับ ซึ่งอัตราผลตอบแทนที่ขยับขึ้นมาดังกล่าวสะท้อนถึงความคาดหมายว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้ง ดังนั้น เราจึงมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นมาในช่วงนี้แรงเกินกว่าเหตุ และ หลังจากที่มีการทำข้อตกลงสันติภาพแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรน่าจะย่อลงมาอีก 

คาดว่าหุ้นที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยจะผันผวนหนักขึ้น; เน้นธีมการลงทุน 3Q69 ของเราในประเด็นสงครามจบ และ การลงทุนของไทย 

เรามองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และ ดัชนี US Dollar Index อาจจะแกว่งตัวในระยะสั้น จากการที่ Fed มีท่าทีค่อนข้าง hawkish ดังนั้น เราจึงมองว่าหุ้นที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งได้แก่ หุ้นกลุ่ม non-bank finance อาจจะผันผวนไปด้วย เราชอบหุ้นในธีมการลงทุนหลักตามกลยุทธ์ 3Q69 อย่างเช่น i) หุ้นที่จะได้อานิสงส์หลังสงครามจบ (กลุ่มไฟฟ้า, hospitality) และ ii) หุ้นในธีมการลงทุนของไทย (ธนาคาร, นิคมอุตสาหกรรม และ รับเหมาก่อสร้าง) โดยหุ้นเด่นของเราได้แก่ GULF*, MINT*, KBANK*, WHA* และ CK* 

- Advertisement -