บล.ฟิลลิป:
INDUSTRIAL ESTATE
เซมิคอนดักเตอร์ ช่วยหนุนการลงทุนรอบใหม่
1Q69 เม็ดเงินลงทุนเติบโตก้าวกระโดด
ภาพรวมเม็ดเงินลงทุนยังคงแข็งแกร่ง โดยมูลค่าขอรับส่งเสริมการลงทุนใน 1Q69 ของไทยเติบโตสูงถึง +142% y-y (Figure: 2) มีความโดดเด่นในกลุ่มธุรกิจ Data Center เป็นหลัก และยังมีดีมานด์จาก Supply chain เข้ามาตามผู้ผลิตรายใหญ่ที่ขยายฐานผลิตมาแล้วก่อนหน้านี้ ในขณะที่ FDI เวียดนามเติบโต +43% y-y โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจภาคการผลิตและแปรรูป
สภาพแวดล้อมของต้นทุนทางการเงินและการเร่งขยายการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยียังเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีดีมานด์ต่อเนื่องในปีนี้ ในส่วนของความกังวลเป็นเรื่อง Tariff เพิ่มเติม 12.5% ภายใต้ Section 301 คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน ก.ค. 69 และแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ในช่วงปลายปีถึงปีหน้าอาจส่งผลถึงความต่อเนื่องในการขยาย Capex ในภาพรวม
เซมิคอนดักเตอร์เป็นโอกาสทั้งไทยและเวียดนาม
ธุรกิจ Data Center มีความต้องการพลังงานมาก, โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ, และในไทยมีลูกค้าองค์กรทั้งรัฐฯและเอกชนที่มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การตั้ง Data Center ในไทยจึงตอบโจทย์ในแง่การตลาด เทคโนโลยี พลังงาน และการให้บริการใกล้แหล่งผู้ใช้ และเป็นโอกาสต่อการสร้างระบบ LLM training ในอนาคตจาก cluster ที่มารวมอยู่ในไทย และการผลักดันตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ จะสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยังธุรกิจส่วนประกอบอุปกรณ์สำหรับตัวส่งสัญญาณแสง เป็นการต่อยอดได้ดีจากธุรกิจ PCB ที่ขยายการลงทุนเข้ามามาก รวมไปถึงชิ้นส่วนอากาศยานและเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้าง S-curve การลงทุนรอบใหม่
ธุรกิจ Semiconductor ในระดับโรงงานผลิตและทดสอบชิปฯ คำนึงถึงต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ำ ซึ่งเวียดนามมี Ecosystem แข็งแกร่งอย่าง Intel (In-house Assembly and Test / IDM), Samsung (Semiconductor Substrate) และ Amkor (Advanced Packaging) ที่มีโรงงานอยู่ ถือว่าเวียดนามมีโอกาสที่จะรองรับเทคโนโลยีระดับ Co-Packaged Optics (CPO) ในก้าวต่อไป
กลุ่มนิคมโอนได้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง
WHA จะเริ่มเห็นแรงหนุนจากการทยอยโอนพื้นที่นิคมใหม่ WHA-ESIE5 ที่จะเริ่มโอนได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ส่วน AMATA ยังมี Backlog อยู่ระดับสูงและนิคมใหม่ในลาวที่คาดว่าพัฒนาเสร็จในปีนี้ เข้ามาเสริม ทำให้ภาพรวมครึ่งปีหลัง กลุ่มนิคมจะมียอดโอนโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก
ผลประกอบการ 1Q69 แตกต่างกัน แต่ AMATA โดดเด่น
ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรอบการโอนที่ดิน โดย AMATA มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นถึง +66.3%y-y จากยอดโอนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวดีขึ้น ในทางกลับกัน WHA มีกำไรสุทธิลดลง -27.3% y-y ได้รับส่วนแบ่งขาดทุนจากการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า Gheco-one และปีก่อนมียอดโอน Big lot ทำให้เป็นฐานสูง ขณะที่ภาพรวมยอดขายยังเข้ามาไม่มากเกิดจากความล่าช้าของเม็ดเงินจีนในการอนุมัติเงินลงทุนออกนอกประเทศจีน (ODI) คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นใน 2Q69
2Q69 เลือก AMATA เป็น Top pick
ทั้ง WHA และ AMATA มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเราเลือก AMATA เป็น Top pick จากยังมี Backlog สะสมในระดับสูง (Figure: 1) และปัจจุบันซื้อขาย P/BV 1.22 เท่า ต่ำกว่า WHA 1.95 เท่า ภาพตลาดยังต้องตามข้อสรุปภาษีฯ เฉพาะในระยะนี้ปรับลดน้ำหนักลงกลุ่มนิคมฯ “เท่ากับตลาด”








