ไทยยังมีเรื่องดีในตัว ข้างนอกรอดูเควิน / 1,585-1605

คาด SET Index ปรับตัวขึ้นต่อ: แรงหนุนจากความน่าสนใจเฉพาะตัว ทั้งความหวังแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากงบฯ 70 และการเก็งงบ 2Q69 ซึ่งอาจเป็นแรงดึงดูด Fund flow ประกอบกับมีลุ้น DELTA effect หากแต่มองทางขึ้นจำกัด ท่ามกลางความกังวลนโยบายการเงินของเฟดและการรอติดตามถ้อยแถลงปธ.เฟด

กลยุทธ์การลงทุน

1) คาดหวังงานภาครัฐ: BBIK, BE8, BEM, CK, INSET, PYLON, SCC, STECON, UNIQ

2) Domestic play: BJC, CPALL, CPN, CRC, DOHOME, GLOBAL, KTC, MTC, TILDOR

3) เก็งงบ 2Q69: AMATA, BBL, DELTA, GULF, ITC, KBANK, KKP, KTB, OSP, TTB

4) Selective play: BH, BDMS, GUNKUL

5) เข้า SET50/100 รอบ 2H69: BCP₅₀, MRDIYT₅₀, TFG₅₀, THAI₅₀, THCOM₁₀₀ , WHAUP₁₀₀

  • หวัง Fund flow ไหลเข้าต่อ: คาด SET Index ยังมีโอกาสได้แรงหนุนจากการไหลเข้าของ Fund flow สอดรับกับที่วานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 5.7 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นการซื้อสุทธิ 5 วันทำการติดต่อกันครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 69 โดยเรามองภาพข้างต้นเกิดขึ้นท่ามกลางความน่าสนใจเฉพาะตัวของไทย สอดรับกับการที่วันนี้สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบฯ 70 เป็นวันสุดท้ายสำหรับวาระที่ 1 ซึ่งหากผ่านพ้นไปได้ด้วยดีจะส่งผลให้งบฯ 70 มีแนวโน้มไม่ล่าช้าและจะนับเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายใน ประกอบกับ SET Index ยังมีความน่าสนใจสำหรับการเก็งงบ 2Q69 รวมถึงกลุ่มธนาคารที่เราคาดว่ากำไรจะเติบโต 12.9% y-y และ 10.9% q-q นอกจากนี้ SET Index ยังมีลุ้นแรงหนุนเพิ่มเติมจาก DELTA effect หลังผ่านการปรับน้ำหนักการลงทุน โดยเฉพาะของ Passive fund อันเนื่องมาจากมาตรการ Capped weight สะท้อนข้อมูลในอดีตที่พบว่าในวันทำการต่อมา DELTA มักปรับตัวขึ้นหลังเหตุการณ์ข้างต้น (เกิดขึ้น 4 ใน 4 ครั้ง) โดยปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 6.7%
  • Bond yield ดีด ก่อนเควินขึ้นพูดคืนนี้ : มองการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง SET Index จะเผชิญกับ Sentiment เชิงลบจากการปรับขึ้นของ US bond yield ซึ่งเช้านี้ (7.30 น.) 2 และ 10 ปี อยู่ที่ 4.17% และ 4.47% เพิ่มขึ้นจาก 24 ชม.ที่ผ่านมาที่ 4.11% และ 4.37% ตามลำดับ โดยเรามองภาพข้างต้นส่วนหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลนโยบายการเงินของสหรัฐฯที่มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทาง Hawkish หลังการเผยตัวเลขแรงงานดีกว่าคาดเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯเผย JOLTS พบว่าการเปิดรับสมัครงานอยู่ที่ 7.59 ล้านตำแหน่งในเดือน พ.ค.69 สูงกว่าตลาดคาดที่ 7.28 ล้านตำแหน่ง และเพิ่มขึ้นจาก 7.58 ล้านตำแหน่งในเดือน เม.ย.69 ประกอบกับการขึ้นเวทีที่งานเสวนาในการประชุมประจำปีของ ECB ในคืนนี้ของคุณเควิน วอร์ช ปธ.เฟด อาจส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินเช่นกันโดยเฉพาะในบริบทที่เฟดมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ สอดรับกับการที่ตลาดคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่ปัจจัยติดตามอื่นๆในวันนี้ ได้แก่ การเผย PMI ภาคการผลิตเดือน มิ.ย.69 ของจีน (จาก RatingDog) และสหรัฐฯ (จาก ISM)

+ ปัจจัยเพิ่มเติม –

(+) ครม.มีมติเห็นชอบต่ออายุมาตรการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาฯเหลือ 0.01% (จากปกติ 2%) และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาฯเหลือ 0.01% (จากปกติ 1%) โดยมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 30 มิ.ย.70

(+) ครม.มีมติเห็นชอบการใช้ผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จ.ระยอง เพื่อวางกรอบทิศทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ให้สอดรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม

(+) ผลสำรวจของ ASIFMA และ KPMG พบว่าสถาบันการเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 66% มีแผนขยายธุรกิจในภูมิภาคภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

(-) สศอ.เผย MPI เดือนพ.ค.69 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัว 0.80% y-y หลังอุตฯยานยนต์ที่หดตัวจากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพสูงขึ้น

Picks of the day

KTC BUY

  • เป้าหมาย 34.50 / 35.50 แนวรับ 32.00 / 32.50
  • ผลงานดีกว่าคู่แข่ง และได้ประโยชน์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส: KTC มีการปล่อยสินเชื่อ และยอดใช้จ่ายผ่านบัตรดีกว่าคู่แข่ง และโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะทำให้สภาพคล่องของลูกค้ามีมากขึ้น ส่งผลดีต่อคุณภาพสินทรัพย์ และการตั้งสำรอง
  • ต้นทุนดอกเบี้ยยังลดลงได้: ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจะไม่ลดลงแล้ว แต่ต้นทุนดอกเบี้ยของ KTC ยังลดลงได้ เนื่องจากในปี 69 KTC จะมีเงินกู้ และหุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอนรวมกันถึง 15.8 พันลบ. ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ย 3.41% ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินรวมเฉลี่ยของ KTC ในขณะนี้อยู่ที่เพียง 2.84% และการออกหุ้นกู้ รวมไปถึงกู้เงินใหม่เพื่อมาทดแทนจะได้ต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของ KTC ลดลงได้อีก ส่งผลดีต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และผลประกอบการ

TFG BUY

  • เป้าหมาย 11.60 / 12.40 แนวรับ 10.30 / 10.70
  • คาดราคาหมูผ่านจุดต่ำสุด: คาดราคาขายเนื้อหมูผ่านจุดต่ำสุด โดยในสัปดาห์นี้มีราคาทรงตัวหลังปรับตัวขึ้น 4 สัปดาห์ติดต่อกันจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นผ่านนโยบายภาครัฐ คาดฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 2H69 ตามอุปทานที่ลดลงจากการที่เกษตรกรรายย่อยลดปริมาณแม่พันธุ์ และสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้สุกรเติบโตช้า
  • ได้รับ Sentiment บวกจากภาครัฐและเข้าคำนวน SET50: โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส“ ที่จะเริ่มใช้ในเดือน มิ.ย. และต่อเนื่องไป 4 เดือน หนุนกำลังซื้อโดยรวม นอกจากนี้ได้รับ Sentiment บวกจากการถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ในรอบครึ่งปีหลังของปี 2569 ด้วย
- Advertisement -