เก่งหลังเกมส์

SET Index พลิกปิดลบ 3.01 จุด (-0.19%) ปิดที่ 1,588 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.4 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 214 หลักทรัพย์, ปรับลง 207 หลักทรัพย์) นักลงทุนดักขายทำกำไรหลังดัชนีไม่ผ่านแนวต้านจิตวิทยาที่ระดับ 1,600 จุด ประกอบกับมีแรงขาย Sell on fact หุ้นที่ได้ปรับเข้าคำนวณในดัชนี SET50/100 กลุ่มที่ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE), กลุ่มค้าปลีก (HMPRO, GLOBAL) ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นประคองดัชนี คือ กลุ่ม ธนาคาร (BBL, BAY, TISCO), ไฟแนนซ์ (SAWAD, TURBO, BAM) และกลุ่มนิคมฯ (WHA, AMATA) 

หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่นคือ

TOP (+2.06%), BCP (+1.42%), IVL (+1.82%) ตลาดมองข้ามผลประกอบการที่คาดว่าจะอ่อนแอในช่วง 2Q26F ไปแล้ว และเริ่มมองบวก จาก 1) ปัญหาซัพพลายล้นตลาดทยอยลดลงเนื่องจากผู้ประกอบการราว 10%ในตลาดปิดตัวจากการขาดแคลนวัตถุดิบ, 2) สินค้าทุ่มตลาดจากจีนจะไม่รุนแรงเหมือนเดิม เพราะจีนไม่มีวัตถุดิบราคาถูกจากอิหร่านและรัสเซียเหมือนเมื่อก่อน, และ 3) ผู้ประกอบการในตลาดลด Capex ทำให้ Supply ใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง ส่วนกลุ่มโรงกลั่นมีข่าวรัสเซียขาดแคลนน้ำมันและเตรียมแบนการส่งออกน้ำมันดีเซลหนุนจิตวิทยาการลงทุน

PLANB (+3.88%) นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเรามีมุมมองบวกจากดีลเข้าซื้อหุ้น 11% ในหุ้น COM7 เบื้องต้นคาดดีลนี้จะเพิ่มกำไรให้กับ PLANB ราว 11-17% ต่อปี รวมถึงรับเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทต่อปี เพิ่มมูลค่าพื้นฐานให้กับ PLANB ราว 0.70-1.11 บาทต่อหุ้น 

MRDIYT (-18.03%), THAI (-3.76%), TFG (-9.09%) ไม่มีปัจจัยกดดันในเชิงพื้นฐานมองเป็น sell on fact หลังได้ปรับเข้าคำนวณในดัชนี SET50 รอบใหม่ มีผลบังคับวันนี้เป็นวันแรก โดย MRDIYT, THAI, TFG และ BCP ได้ปรับเข้าคำนวนในดัชนี SET50 แทน SAWAD, CENTEL, BTS, และ CBG

AMATA (+0.93%), WHA (+1.94%) เป็นหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงจากธีม Investment Cycle โดยเฉพาะกระการลงทุนใน AI และ Data Center รวมถึงกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในกลุ่ม PCB ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตคาดหนุนยอดขายที่ดินผู้ประกอบการนิคมฯ ฟื้นตัวต่อเนื่อง 

- Advertisement -