ตัวเลขแรงงานดีแค่ไหน แต่กังวลใจงบเทคฯ // 1,585-1,600
คาด SET Index Sideways : มองแรงกดดันจากการปรับลด Cap Ex. ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะเข้ามาบดบังแรงหนุนจากตัวเลขแรงงานสหรัฐฯที่ออกมาชะลอตัวกระทบต่อหุ้นในห่วงโซ่อุปทาน แต่มีแรงหนุนจากการที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิหุ้นไทย มองหุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้น Laggard อื่นๆยังน่าสนใจสะสม
กลยุทธ์การลงทุน
1) เก็งงบ 2Q69: AMATA, BBL, GULF, ITC, KBANK, KKP, KTB, OSP, TTB
2) Anti-commodity : SCGP, SCC, TASCO, BGRIM, GPSC
3) Domestic play: BJC, CPALL, CBG, CPN, CRC, HMPRO, DOHOME, GLOBAL, KTC, MTC, TILDOR, SAWAD, MOSHI
4) ปันผล และ Value Play : ADVANC, SPALI, SIRI, BDMS, BH
-
ต่อให้เลขแรงงานชะลอ แต่ตลาดกังวลต่อภาพกำไรเทคฯ : ตลาดหุ้นสหรัฐปิดผสมผสานโดยเห็นการชะลอตัวลงของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น MU AMD และ INTC หลังตลาดรับรู้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ เดือน มิ.ย. ซึ่งออกมาเพียง 5.7 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาดมาก และลดลงแรงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่ 1.72 ตำแหน่งเหตุผลหลักมาจากการชะลอตัวของการจ้างงานในส่วนของ Leisure and Hospitality ซึ่งออกมาลดลงกว่า 6.1 หมื่นตำแหน่ง ภาพดังกล่าวช่วยคลายความกังวลให้ตลาดในประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากการชะลอตัวของการจ้างงานจะทำให้แรงส่งของภาพอัตราเงินเฟ้อในระยะถัดไปเบาบางลง อย่างไรก็ดีความหวังดังกล่าวถูกบดบังโดยความกังวลในภาพผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐ หลัง Bloomberg รายงานว่า Meta อาจกำลังจะขายหน่วยการผลิตบางส่วนของตนออกไป เพื่อกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้จาก AI รวมถึงลดค่าใช้จ่าย Cap. Ex. ทำให้หุ้นชิป และ เซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งต้องพึ่งพาอุปสงค์จากลูกค้า ปรับตัวลง มองจะกดดันภาพตลาดหุ้นในเอเชีย รวมถึงไทยที่มี DELTA เป็นหนึ่งในหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว อันจะกดดัน Upside ของตลาด
-
ต่างชาติรักไทย หุ้น กลุ่มไหนน่าสนใจสะสม : นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยวานนี้กว่า 8.56 พันล้านบาท โดยนับตั้งแต่ต้นปีมอดซื้อสุทธิ YTD เข้ามาแล้วกว่า 3.41 หมื่นล้านบาท และ เป็นกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อสุทธิ YTD มากที่สุด มองเป็นบวกต่อหุ้น Big Cap โดยเฉพาะหุ้นที่คาดงบ 2Q69 จะออกมาดี เช่น กลุ่มธนาคาร หรือ กลุ่มหุ้นที่อยู่ในโซนต่ำยังไม่ฟื้นตัวมาสู่ระดับก่อนสงคราม เช่น การเงิน และ โรงไฟฟ้า ยังน่าสะสมเพื่อเก็งกำไรรับฤดูประกาศผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.ค.
-
ปัจจัยอื่นๆที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า : US- S&P Global Services PMI (Jun)/ ISM Non-Manufacturing PMI (Jun)/ FOMC Meeting Minutes/ ยอดขายบ้านมือสอง(Jun), TH- CPI+Core CPI (Jun)/ Consumer Confidence (Jun)
+ ปัจจัยเพิ่มเติม –
(+) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนมิ.ย.69 พบว่า ในเดือนมิถุนายน 2569 ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นมามาอยู่ที่ระดับ 46.1 จาก 42.5 ในเดือนก่อน หลังผลประกอบการ และ คำสั่งซื้อปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวดธุรกิจ
(+) สภาฯมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพื่อสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น
(+) Bloombergยกให้ไทยเป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ ของเศรษฐกิจโลก รับกระแส AI และ การปรับภูมิทัศน์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Migration)
(-) LSEG ระบุว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในตลาดเอเชียช่วงครึ่งแรกของปี 2569รวมมูลค่ากว่า 1.3736 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ราคาของหุ้นเริ่มแพงเกินไป
Picks of the day
CPALL (BUY)
-
เป้าหมาย: 49.50 / 50.00 แนวรับ: 47.00 / 47.50
-
คาด SSSG ใน 2Q69 เป็นบวกต่อเนื่อง: อัตราการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) มีสัญญาณการฟื้นตัวที่โดดเด่น โดยใน 1Q69 สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ที่ 1.9% คาดเป็นบวกต่อใน 2Q69 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศที่ร้อนซึ่งส่งผลดีต่อยอดขายเครื่องดื่ม และผลบวกทางอ้อมจากนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐ
-
ขยายสาขาพร้อมเพิ่ม Margin: CPALL ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องโดยตั้งเป้าเปิดในไทยอีก 700 แห่งต่อปี ควบคู่ไปกับการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับสัดส่วน Product Mix โดยเน้นกลุ่มที่มีมาร์จิ้นสูงอย่าง อาหารพร้อมทาน (Ready to Eat) และเครื่องดื่ม All Café
SAWAD (BUY)
-
เป้าหมาย: 24.00 / 24.60 แนวรับ: 23.00 / 23.30
-
คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นต่อเนื่อง: ถึงแม้ว่า NPL ใน 1Q69 อาจจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่เป็น 3.86% จาก 3.79% ใน 4Q68 แต่ทรัพย์สินรอขายลดลงเหลือ 1.6 พันลบ. จาก 4Q68 ที่มีอยู่ 1.8 พันลบ. และผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงมากเหลือเพียง 30.9 ลบ. จาก 113 ลบ. ใน 4Q68
-
ต้นทุนดอกเบี้ยยังลดลงได้อีก: SAWAD ได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยสามารถลดต้นทุนดอกเบี้ยจากที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 4.8% ใน 3Q48 ลงมาเหลือเพียง 4.37% ใน 1Q69 และแผนการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต้นทุนถูกกว่าเดิมจะทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลงได้อีก ส่งผลดีต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และผลประกอบการ









