บล.กสิกรไทย:

3Q26 Strategist’s Sector Outlook

กลุ่มแบงก์ 3Q69 แรงกดดัน NIM ผ่อนลง Credit cost เป็นตัวหนุน

3 ปัจจัยหนุนกลุ่มแบงก์

  • กำไรพยุงตัวจาก Credit cost ลดลง
  • แม้ว่าภาพรวม 2Q26 คาดกำไรกลุ่มจะอ่อนตัวลง QoQ จาก NIM ที่ลดลงต่อเนื่อง จากรายได้ค่าธรรมเนียมชะลอลงตามฤดูกาล และกำไร FVTPL ที่ลดลง ขณะที่การเติบโตสินเชื่อชะลอจากภาคธุรกิจรอความชัดเจนของผลกระทบสงคราม อย่างไรก็ตาม Bond Yield ที่ขยับสูงขึ้นจะช่วยจำกัด Downside ของ NIM ใน 2H26 และการกลับสู่ระดับปกติของ Credit Cost จะช่วยพยุงกำไรทั้งปีให้ทรงตัวถึงลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคือความเสี่ยงจากโครงการ “คุณสู้เราช่วย” และคุณภาพสินทรัพย์ในบางกลุ่ม

Virtual Bank ช่วยหนุนระยะกลาง-ยาว

  • Virtual Bank เป็นธีมเชิงโครงสร้างระยะยาว แต่ผลกระทบยังค่อยเป็นค่อยไป เราคาดว่า Virtual Bank จะใช้เวลา 7-8 ปีจึงถึงจุดคุ้มทุน และมี ROE ระยะยาวราว 14% โดยกรณีฐานมองว่า Virtual Bank จะเข้ามาเสริมระบบธนาคารเดิมมากกว่าพลิกโฉมอุตสาหกรรม ประเมินผู้ได้ประโยชน์หลักคือ KTB และ SCB จากการมีส่วนร่วมในธุรกิจดังกล่าว ขณะที่ผลกระทบต่อธนาคารรายอื่นยังจำกัด
  • ส่วนกรณีดีที่สุด Virtual Bank จะกดดันผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-bank และธนาคารที่เน้น SME มากกว่า ส่วนกรณีแย่ที่สุด ผลกระทบต่อระบบธนาคารโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

ราคาหุ้นช่วงที่ผ่านมาสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว

  • กลุ่มธนาคารให้ผลตอบแทนต่ำกว่า SET ราว 12% YTD ทำให้การเติบโตของกำไรในปี 2569 ที่อ่อนแอ ถูกสะท้อนในราคาไปมากแล้ว ขณะที่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเริ่มใกล้สิ้นสุด ช่วยลดแรงกดดันต่อ NIM และเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของสินเชื่อจากการลงทุนภาคเอกชนและ FDI ที่แข็งแกร่ง
  • จึงยังเลือก KTB และ KKP เป็นหุ้นเด่น โดย KTB เด่นด้านคุณภาพสินทรัพย์และ Dividend Yield ราว 7.8%
  • ส่วน KKP ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของกำไร รายได้ค่าธรรมเนียมสูง และ Dividend Yield ราว 7.5% โดยสำหรับคำแนะนำหุ้นในกลุ่มธนาคาร คือ ซื้อ KTB, KKP / ถือ SCB, TTB, BAY และ ขาย BBL, TISCO

หุ้นแบงก์เด่นที่ KS แนะนำ

  • KKP “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 114
  • KTB “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 47

- Advertisement -