เก่งหลังเกมส์ 

SET Index เพิ่มขึ้น 3.75 จุด (+0.23%) ปิดที่ 1,639 จุด มูลค่าการซื้อขาย 9.18 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับขึ้น 215 หลักทรัพย์, ปรับลง 252 หลักทรัพย์) 

ดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายลดเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในช่วงวันหยุดโดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง นักลงทุนเลือกเล่นเฉพาะกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว โดยมีกลุ่มปรับขึ้นหนุนดัชนี คือ กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, BGRIM, GPSC), โรงกลั่นและปิโตรฯ (TOP, IRPC, PTTGC), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) และ ไฟแนนซ์ (SAWAD, MTC, TIDLOR) ส่วนกลุ่มที่ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่ม อิเล็กฯ (KCE, HANA, DELTA), ธนาคาร (BBL, KBANK, SCB) และกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, BA, ERW, MINT) 

หุ้นที่เคลื่อนไหวเด่นคือ

GULF (+7.14%), GPSC (+4.81%), BGRIM (+6.88%) 

นักลงทุนเข้าเก็งกำไรหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากธีม Investment cycle โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานรองรับ AI และ Data center ปีนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ภาครัฐจะเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ถือ เป็น MW Growth และ Story ให้กับกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้งในระยะสั้นถึงยาว เนื่องจากแผนดังกล่าวจะมีการเปิดประมูลกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ไม่ต่ำกว่า 70,000MW มากกว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันถึง 1.4 เท่าตัว เรายังเลือก GULF และ GPSC เป็น Top pick ของกลุ่มราคาเป้าหมายหมาย 72 บาท และ 59 บาท ตามลำดับ

MTC (+0.76%), SAWAD (+1.81%), TIDLOR (+1.56%) 

โอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยถูกเลื่อนไปจาก ก.ค. เป็น ต.ค. 26 หลังเงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัวในเดือน มิ.ย. เป็นจิตวิทยาบวกกับกลุ่มไฟแนนซ์ ด้านคาดการณ์กำไร 2Q26F มีสัญญาณบวก นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเรา ออกบทวิเคราะห์ คาด MTC มีกำไรสุทธิ 2Q26F ที่ 1,880 ล้านบาทเพิ่มขึ้น +14% y-y และ +3% q-q คงคำแนะนำ ซื้อ เป้า 40 บาท ส่วน SAWAD คาดมีกำไรสุทธิ 1,380 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +9% y-y และ +3%q-q พร้อม upgrade จากขายเป็นซื้อ เป้า 30 บาท

ADVICE (+6.47%) 

นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเราออกบทวิเคราะห์ update เมื่อ 14 ก.ค. 26 คาดกำไรสุทธิ 2Q26F ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 123 ล้านบาท +63% y-y, +6% q-q หนุนจากยอดขายโตในทุกกลุ่มสินค้า (IT และสมาร์ทโฟน Android) ได้ประโยชน์จากสต็อกสินค้าต้นทุนต่ำหนุนมาร์จิ้นเพิ่ม, 2H26F ดีต่อจากเปิดตัวสินค้าใหม่และเร่งขยายสาขา iStore ด้าน Valuation มี PE ไม่แพงอยู่ที่ 10 ท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม IT Retail ที่ 12 เท่า และให้ Dividend Yield สูงราว 7–8% ต่อปี

KCE (-6.78%), HANA (-3.92%), DELTA (-1.32%) 

มีแรงขายปรับฐานแรงตามหุ้น Tech ในต่างประเทศโดยเฉพาะในตลาดหุ้น เกาหลีใต้, ไต้หวันและญี่ปุ่น กังวลเรื่อง Valuation และมีปัจจัยลบเรื่องดีมานด์และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากข่าว รัฐนิวยอร์กสั่งระงับการก่อสร้างและออกใบอนุญาติ Data center และ CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ (DRAM) รายใหญ่จากจีนและใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เตรียมนำหุ้นเข้า IPO ในตลาดหุ้นเชี่ยงไฮ้ในสัปดาห์หน้า (เตรียมสภาพคล่องสำหรับจองหุ้น IPO จึงปรับขายหุ้นอื่นๆ ในกลุ่ม)

- Advertisement -