บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):
TMBThanachart Bank (TTB TB)
จากโครงการซื้อหุ้นคืน สู่การจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น
แนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 3.30 บาท
คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 3.30 บาท (อิง P/BV 1.2 เท่า และ ROE 10.3%) หลังจากมีการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น และ rolled forward มูลค่าหุ้นไปเป็นปี 2570 ทั้งนี้ TTB ได้ใช้เงินจำนวน 2.1 หมื่นล้านบาทในการซื้อหุ้นคืนจำนวน 1.0 หมื่นล้านหุ้นในปี 2568-2569 เราคาดว่า TTB จะปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็น 70-80% จากเดิม 60% เนื่องจากปัจจุบันหุ้นซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) แล้ว เราคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะเติบโต 20% ในปีนี้ และเชื่อว่าธนาคารจะสามารถเพิ่มกำไร YoY ได้อย่างต่อเนื่องจากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและการลดต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ในปี 2570-2571 เราแนะนำให้นักลงทุนสลับการลงทุนจาก TISCO (“ถือ”, ราคาเป้าหมาย 120 บาท) มายัง TTB เนื่องจากมูลค่าหุ้น (Valuation) ถูกกว่า และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงกว่า ส่วนดาวน์ไซด์คือคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด
คาดจ่ายเงินปันผลสูงขึ้น แต่จะไม่มีการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติม
จากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุว่าธนาคารชอบที่จะคืนผลตอบแทนเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นในจำนวนที่สูงขึ้น ผ่านการจ่ายเงินปันผลพิเศษหรือการเพิ่มอัตราการจ่ายปันผล มากกว่าการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีแล้ว อย่างไรก็ตาม ธนาคารน่าจะยังคงโครงการซื้อหุ้นคืนไว้ในกรณีที่ราคาหุ้นร่วงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีหากเกิดวิกฤตใดๆ ขึ้น ปัจจุบันเราจึงสมมติว่าไม่มีการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติม และคาดว่าอัตราการจ่ายเงินปันผล (DPR) จะสูงขึ้นเป็น 70-80% ในปี 2569-2571 จาก 60% ในปี 2568 TTB ถือเป็นหนึ่งในธนาคารมีความตื่นตัวที่สุดในการคืนทุนส่วนเกินให้แก่ผู้ถือหุ้นในกลุ่มธนาคาร เราประมาณการผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้น (Total Shareholder Return) ไว้ที่ 12.3% ในปีนี้ (แบ่งเป็น Dividend Yield และ Buyback Yield อย่างละประมาณ 6.1%) และหากไม่มีการซื้อหุ้นคืน อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มีโอกาสแตะระดับ 6.8-7.5% จากอัตราการจ่ายปันผลที่สูงขึ้นในปี 2570-2571 (ดูรูปที่ 5)
เดินหน้าขยายสินเชื่อที่ทำกำไรสูง พร้อมเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
TTB ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งรวมถึงสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน และสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสอง เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของ ROE การเติบโตของสินเชื่อรายย่อยน่าจะช่วยให้ TTB มีช่องว่างในการจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้นเนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-Weighted Assets) ที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ ธนาคารยังมียุทธศาสตร์ที่จะ Cross-sell ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม โดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนรายได้ค่าธรรมเนียม ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวแพลตฟอร์ม Digital Wealth ในช่วง 2H69 เราคาดว่าทั้งสองกลยุทธ์นี้จะช่วยปรับปรุงอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (Loan Yield) และความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
ผลประกอบการ 2Q69 ออกมาดี ค่าธรรมเนียมโตแกร่งและการซื้อหุ้นคืน หนุน EPS ปี 2569 โต 20%
TTB รายงานกำไรสุทธิ 5.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY และ 7% QoQ เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมใน 2Q69 เติบโตสูงกว่าคาด ส่งผลให้ EPS ใน 1H69 พุ่งขึ้น 20% YoY ไปอยู่ที่ 0.12 บาท ซึ่งเป็นอานิสงส์จากการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยพุ่งขึ้น 40% YoY หนุนโดยค่าธรรมเนียมจากกองทุนรวม บัตรเครดิต และแบงก์แอสชัวรันส์ ทางด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง และ credit cost ปกติลดลงต่ำกว่า 1.0% ในช่วง 1H69 เราคาดว่า EPS จะเติบโต 20% ในปีนี้ และเชื่อว่าธนาคารจะสามารถผลักดันกำไรสุทธิให้เติบโตได้หลังจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีสิ้นสุดลง โดยอาศัยการลด credit cost ลงในปี 2570







