บล.กสิกรไทย:
TIDLOR สงครามไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก
คาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 จะลดลง QoQ แต่ยังเติบโต YoY
เราคาดว่า TIDLOR จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ในวันที่ 13 ส.ค. โดยกำไรปกติคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5 พันลบ. ลดลง 7% QoQ สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.3% จาก 1.7% ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งสะท้อนทั้งการไม่มีรายการกลับสำรองจำนวน 40 ลบ. ที่เกี่ยวข้องกับการขายหนี้เสีย (NPL) ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)
ซึ่งรับรู้ในไตรมาส 1/2569 และการก่อ NPL ใหม่ที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ส่วนหนึ่งจากผลกระทบของสงครามและการเร่งดำเนินโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” นอกจากนี้ เรายังคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวเป็น 2.3% QoQ ในไตรมาส 2/2569 จาก 0.3% QoQ ในไตรมาส 1/2569 หลังมีการผ่อนคลายข้อจำกัดในการอนุมัติสินเชื่อใหม่ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโต 16% YoY ตามการเติบโตของสินเชื่อ อัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่สูงขึ้น และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น
คาดกำไรจะทรงตัว QoQ ในไตรมาส 3-4/2569
เราคาดว่ากำไรปกติของ TIDLOR จะทรง QoQ ในไตรมาส 3-4/2569 สาเหตุหลักมาจาก credit cost ที่เพิ่มขึ้น แต่หักกับพอร์ทสินเชื่อที่โตขึ้น อย่างไรก็ตาม ประมาณการกำไรปกติช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 3.1 พันลบ. คิดเป็น 51% ของประมาณการทั้งปีของเรา ดังนั้น เราจึงคงประมาณการกำไรไว้ตามเดิม นอกจากนี้ เรายังปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผลจาก 30% เป็น 40% ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อสะท้อนมาตรการบริหารเงินทุนที่บริษัทฯ ประกาศในเดือน พ.ค.2569 ส่งผลให้เราคาดว่า TIDLOR จะให้อัตราตอบแทนเงินปันผล (DY) ที่ 4.3% ในปี 2569 และ 4.5% ในปี 2570
“ซื้อ”
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 21.9 บาท เราคาดว่า TIDLOR จะได้รับผลกระทบจากสงครามในระดับจำกัด และคาดว่ากำไรปี 2569 จะเติบโตแข็งแกร่งที่ 22% YoY นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมี DY ที่ 4.5% ซึ่งสูงกว่าบริษัทคู่แข่ง ขณะที่โครงการซื้อหุ้นคืนจะช่วยหนุนการปรับเพิ่ม ROE ในระยะยาว








