บล.กรุงศรีฯ:
Bank Sector
Thai Banks กลับมาเป็นผู้นำตลาด รอบนี้อาจไม่ใช่แค่ Earnings Rally แต่คือจุดเริ่มต้นของ Re-rating Cycle
Fact: วันนี้กลุ่มธนาคารกลับมา Outperform ตลาดอย่างชัดเจน
* KTB +4.2%
* TTB +2.8%
* KBANK +2.1%
* SCB +1.3%
เทียบกับ SET Index -0.3%
KSS มองว่าการฟื้นตัวของหุ้นธนาคารรอบนี้ ไม่ได้ขับเคลื่อนเพียงผลประกอบการ 2Q26 ที่ดีกว่าคาด แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่ PBV Re-rating ของทั้งกลุ่มในระยะถัดไป
Key Investment Ideas
1) ดอกเบี้ยขาลงใกล้สิ้นสุด ลดแรงกดดันต่อ Valuation
ตลาดเริ่มสะท้อนว่า วัฏจักรการลดดอกเบี้ยใกล้เข้าสู่ช่วงท้าย ทำให้แรงกดดันต่อ NIM และ Valuation ของกลุ่มธนาคารทยอยลดลง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดเคยกังวล
2) Investment Cycle รอบใหม่ กำลังกลับมา
KSS มองว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่รอบการลงทุนใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อสินเชื่อภาคธุรกิจและการเติบโตของธนาคาร
- Credit Growth Asia ex-China เร่งตัวสูงสุดในรอบ 18 ปี
- Credit Growth ไทย เร่งตัวสูงสุดในรอบ 15 ปี
- AI CAPEX Cycle ยังเดินหน้าต่อเนื่อง
* Alphabet เพิ่มงบลงทุน AI
* Tesla เร่งลงทุน AI, Robotics และ Robotaxi
- การลงทุนภาครัฐไทย มีแนวโน้มเร่งตัว
รัฐบาลเดินหน้าปรับแนวคิด Landbridge สู่โครงการ Missing Links Infrastructure ซึ่งมีโอกาสเร่งการลงทุนได้เร็วและเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม
KSS มองว่าปัจจัยทั้งหมดจะหนุน Corporate Loan Growth ในระยะถัดไป
3) Fee Income กลับมาเป็น Growth Driver
โครงสร้างรายได้ของธนาคารกำลังเปลี่ยน
รายได้จาก Wealth Management และธุรกิจลงทุน กลับมาเติบโตต่อเนื่อง ช่วยลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว และเป็นปัจจัยที่ตลาดยังประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง
4) รอบนี้คล้ายปี 2009-2015 มากกว่าช่วง De-rating 5 ปีที่ผ่านมา
Consensus ส่วนใหญ่ยังอิงกรอบ Valuation ในช่วง 5 ปีหลัง ซึ่งเป็นช่วง
* การลงทุนต่ำ
* Credit Growth ชะลอ
* Digital Disruption กดดัน Fee Income
แต่ KSS มองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยน และมีความคล้ายกับช่วง ปี 2009-2015 ซึ่งเป็นรอบ Investment-led Growth
PBV Re-rating มีโอกาสเกิดขึ้นอีกครั้ง
* ปัจจุบัน PBV กลุ่มธนาคารเฉลี่ยเพียง 0.93 เท่า
* KSS ประเมินกรอบเหมาะสมของรอบนี้อยู่ที่ 1.2-1.4 เท่า
* แม้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในอดีตที่ 1.8-2.2 เท่า แต่มี Upside จากระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
5) Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าไทยต่อ
ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย
* +7.0 หมื่นล้านบาท YTD
* +4.3 หมื่นล้านบาท MTD
ขณะเดียวกัน ไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการโยกย้ายเงินลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะจากอินโดนีเซีย
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่
ความเสี่ยง MSCI Indonesia อาจถูกปรับลดน้ำหนักในรอบ ส.ค. 2569 คาดกระทบ Fund Flow ราว US$600-800 ล้าน
ผลประกอบการกลุ่มธนาคารอินโดนีเซียเริ่มอ่อนแอลง Bank Mandiri 2H26 ยังเผชิญแรงกดดันจาก NIM จากสภาพคล่องที่ตึงตัวและส่วนต่างผลตอบแทนสินเชื่อ (Loan Yield Spread) ที่แคบลง
* Loan Growth มีแนวโน้มจำกัด เพราะสภาพคล่อง
* กำไรครึ่งปีหลังคาดเติบโตจำกัด (Muted Profit Growth) จึงมีความเสี่ยงที่ราคาหุ้นจะถูกกดดันหลังจากปรับขึ้นมาแล้ว
* Tier 1 Ratio อยู่ที่ 17.5% ใกล้กรอบเป้าหมาย 17-18% ทำให้โอกาสเพิ่ม Dividend Payout มีจำกัด และอาจเป็น Downside ต่อความคาดหวังเงินปันผล
* หนุนเงินเข้า ธนาคารไทย ที่มีภาพบวกสวนทางกัน
ความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลอินโดนีเซีย ภายใต้ประธานาธิบดี Prabowo ทั้งมาตรการตรวจสอบภาษี การยึดทรัพย์ และแนวคิดภาษีความมั่งคั่ง ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ
KSS มองว่าธนาคารไทยยังเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแส Fund Rotation หากเม็ดเงินต่างชาติเลือกเพิ่มน้ำหนักประเทศไทย
KSS Strategy: KSS ยังคงให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มธนาคารไทย โดยมองว่าการฟื้นตัวรอบนี้มีโอกาสพัฒนาไปสู่ Re-rating Cycle มากกว่าเป็นเพียงการฟื้นตัวของกำไรระยะสั้น
KBANK (TP26F : 300 บาท)
* Wealth Management เด่น
* Dividend Yield มากกว่า 6% ต่อปี
* Valuation ยังไม่สะท้อนรอบการเติบโตใหม่
Technical
* แนวรับ : 231 / 224
* แนวต้าน : 240 / 247
* Cut loss : ต่ำกว่า 225
KTB (TP26F : 55 บาท)
* คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง
* ได้อานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
* Valuation ยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต
Technical
* แนวรับ : 42.0 / 41.0
* แนวต้าน : 43.5 / 45.0
* Cut loss : ต่ำกว่า 40.5








