บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย):
Bangkok Bank (BBL TB) (HOLD)
รอรับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้น
คงคำแนะนำ “ถือ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 200 บาท
คงคำแนะนำ “ถือ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 200 บาท (P/BV 0.6 เท่า ROE 8.1%) หลังจากทำการปรับไปใช้มูลค่าเหมาะสมของปี 2570 หุ้นมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจราว 5.2% โดยคาดการณ์เงินปันผลที่ 10.0 บาท/หุ้น สำหรับปี 2569 BBL มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้ดี เนื่องจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศคิดเป็น 74% ของสินเชื่อรวม อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะลดลง HoH จากรายได้เงินปันผลและกำไรจากการลงทุนที่ลดลงใน 2H69 แม้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) จะมีแนวโน้มลดลง YoY แต่เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2569 จะลดลง 8% YoY จากการหดตัวของรายได้ ทั้งนี้ อัพไซด์คือโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนดาวน์ไซด์คือคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่กว่าคาด
ความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจแข็งแกร่ง และยังมีช่องว่างในการปรับต้นทุนเงินฝากได้ดีกว่าคู่แข่ง
BBL ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 3.0% ในปีนี้ โดยคาดว่าความต้องการสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียนในภาคการผลิตและการส่งออก เนื่องจาก BBL มีสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่สูงที่สุด เราจึงเห็นโอกาสที่การเติบโตของสินเชื่อจะสูงกว่าสมมติฐานของเราที่ตั้งไว้ 2.0% ในปีนี้ (เทียบกับ 2.7% YTD ใน 1H69) ผลการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ของเราชี้ว่า ทุกๆ 1ppt ของการเติบโตของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยดันกำไรปี 2569 ขึ้น 1.8% นอกจากนี้ BBL ยังมีโอกาสลดต้นทุนทางการเงินผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ผ่านการปรับราคาเงินฝากได้มากกว่าคู่แข่ง เนื่องจากเงินฝากประจำคิดเป็น 40% ของเงินฝากรวม (เทียบกับคู่แข่งที่อยู่ราว 20%) เรามองว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 2Q69 และมีแนวโน้มจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยใน 2H69
Credit cost ลด แต่ไม่น่าชดเชยรายได้ที่อ่อนตัวลงในครึ่งปีหลัง
เราคาดว่า credit cost จะลดลงใน 2H69 เนื่องจากธนาคารได้ตั้งสำรองล่วงหน้าไปแล้วที่ 1.33% ใน 1H69 อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าภาพรวมรายได้ใน 2H69 จะยังคงอ่อนตัว โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) น่าจะได้รับแรงกดดันจาก NIM ที่อ่อนแอเนื่องจากไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีก 6 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ เราคาดว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) จะลดลง HoH จากรายได้เงินปันผลและกำไรจากการลงทุนที่ลดลงใน 2H69 ดังนั้น ธนาคารจึงมีแนวโน้มจะลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและ credit cost ลงเพื่อชดเชยรายได้ที่อ่อนตัวลงบางส่วน เราประมาณการอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income ratio) ไว้ที่ 49.6% เทียบกับกรอบเป้าหมายของธนาคารที่ 48-50% ในปีนี้
รายได้ค่าธรรมเนียมด้านบริหารความมั่งคั่งหนุนการเติบโตระยะยาว
BBL ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมในตลาดทุนที่คึกคักน้อยกว่า KBANK และ SCB แต่เราเห็นโอกาสที่ BBL จะขยายรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ wealth management เพื่อเร่งเติบโตตามคู่แข่งในระยะยาว โดยค่าธรรมเนียมจากแบงก์แอสชัวรันส์และกองทุนรวมคิดเป็น 23% ของค่าธรรมเนียมรวมใน 1H69 (เทียบกับ 20-21% ในช่วงปี 2565-2568) ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ธนาคารได้เสร็จสิ้นการควบรวมกิจการระหว่าง BBLAM และ BCAP เพื่อขยายมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) และหลังการควบรวม ธนาคารได้เปิดตัวกองทุนใหม่ที่มีการกระจายการลงทุนทั่วโลก 5 กองทุนภายใต้ B-WEALTH Series ซึ่งปัจจุบันมี AUM รวมกันอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท (ดูรูปที่ 4)








