ข่าวเศรษฐกิจ / อุตสาหกรรม / ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ชะลอตัวจากพลังงานแพงและสงครามตะวันออกกลาง แต่คาดฟื้นในครึ่งปีหลัง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ชะลอตัวจากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ยุโรป และตลาดระยะใกล้ ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารได้รับผลกระทบ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าจากต่างประเทศที่อ่อนแรง อย่างไรก็ดี การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุน Data Center อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น ธปท. เชื่อว่าไตรมาส 2 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง
รัฐบาลเร่งผลักดัน TISA เสร็จสิ้นกุมภาพันธ์ พร้อมอัดงบ 2 แสนล้านบาทเน้นพลังงานและคมนาคม
รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดตั้ง TISA (Thailand Individual Saving Account) ให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายน เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวและลดหย่อนภาษีให้ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์รองรับสังคมผู้สูงอายุที่ประชากรอายุเกิน 60 ปีสูงถึง 20% แต่ระดับการออมยังต่ำ นอกจากนี้รัฐบาลจัดสรรงบ พ.ร.ก. ก้อนที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท เน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คมนาคมขนส่ง และยกระดับทักษะแรงงาน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนจองซื้อพันธบัตรออม Plus ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569 โดยใช้หลัก Small Lot First และปรับยุทธศาสตร์ BOI เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติที่มองหาพื้นที่ปลอดภัย คาดการณ์เม็ดเงินลงทุนพลังงานเข้าสู่ระบบในไตรมาส 4
SCB EIC ประเมิน CLMV โต 6.2% ปี 2569 ชะลอจากปีก่อน เวียดนามยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ขยายตัว 6.2% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 7.1% ในปี 2568 โดยแบ่งเป็น กัมพูชา 3.7% สปป.ลาว 4.1% เวียดนาม 7.1% และเมียนมา 2.6% เวียดนามยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาคจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงซู่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก การส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดี การชะลอตัวของ CLMV โดยรวมสะท้อนสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทาย ทั้งความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ปัญหาการส่งออก ความไม่แน่นอนทางการเมืองในเมียนมา และความเสี่ยงจากมาตรา 301 ของสหรัฐ ทั้งนี้การเกินดุลการค้าของไทยกับ CLMV มีแนวโน้มลดลง แต่การลงทุนของไทยในกลุ่มประเทศนี้ยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว
ข่าวบริษัทจดทะเบียนฯ
KCE (Last Price 42.0 บาท YTD return +129.51%)
KCE คาดผลงานครึ่งปีหลังโต 20% หนุนโดยการปรับราคาสินค้าขึ้นและความต้องการ PCB ที่เพิ่มสูง ตลาด PCBเติบโตต่อเนื่องโดยมี AI เป็นตัวขับเคลื่อน คาดเติบโตอีก 1-2 ปี บริษัทโฟกัสตลาด Military, Aerospace, Communication, Infrastructure และ EV โดยผลประกอบการทั้งปีคาดโตในระดับ High Single Digit (ที่มา: ทันหุ้น)
DELTA (Last Price 278.0 บาท YTD return +49.87%)
DELTA รายงานกำไรไตรมาส 2/2569 ที่ 6.1 พันล้านบาท ต่ำกว่าคาด โดยอัตรากำไรขั้นต้นลดจาก 31.7% เหลือ 26.8% เหตุจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน AI และซัพพลายเออร์จีนถูกกล่าวหาการทุ่มตลาดเดือนเมษายน ทำให้ต้องตั้งสำรองสินค้าและเปลี่ยนซัพพลายเออร์ คาดไตรมาส 3 มาร์จิ้นฟื้นตัวใกล้ 30% (ที่มา: ทันหุ้น)
TU (Last Price 12.2 บาท YTD return -5.43%)
TU รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1,264 ล้านบาท ลดลง 0.7% YoY แต่เพิ่ม 13.5% QoQ ยอดขาย 33,845 ล้านบาท เพิ่ม 1.4% YoY อัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดใหม่ที่ 21.4% บอร์ดอนุมัติปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น XD 14 สิงหาคม และปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายปี 2569 เป็น 4-6% (ที่มา: ทันหุ้น)
SCGP (Last Price 30.5 บาท YTD return +81.55%)
SCGP ร่วมมือกับ Rockworth พัฒนาโซลูชันสิ่งแวดล้อมครบวงจร ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์จากวัตถุกระดาษ และโซลูชันงานอีเวนต์ โดยใช้วัสดุ Light Weight Sheet Board ลด Carbon Footprint และพัฒนาเฟอร์นิเจอร์กระดาษ เช่น Stool HEX สำหรับห้องเรียน Active Learning (ที่มา: ทันหุ้น)
PTTEP (Last Price 149.0 บาท YTD return +33.04%)
บอร์ด PTTEP มีมติแต่งตั้งนางสาวคณิตา ฐณิตาศาสวัตยุ ดำรงตำแหน่ง CEO และกรรมการ PTTEP มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 สืบแทนนายมนตรี ลาวัณย์ชัยกุล โดยได้รับแต่งตั้งเป็น CEO Designate มาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (ที่มา: ทันหุ้น)
ORI (Last Price 2.06 บาท YTD return +17.05%)
ORI เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ครั้งที่ 3/2569 จำนวน 2 ชุด ชุดแรกอายุ 1 ปี 11 เดือน ดอกเบี้ย 5.50% และชุดที่สองอายุ 2 ปี 11 เดือน ดอกเบี้ย 6.00% คาดเสนอขาย 25-27 สิงหาคม 2569 ผ่าน 11 สถาบันการเงิน บอร์ดได้รับเครดิตองค์กร BBB แนวโน้ม Stable (ที่มา: ทันหุ้น)
TFM (Last Price 6.6 บาท YTD return +10.90%)
TFM ไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 1,455 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% และกำไรสุทธิ 161 ล้านบาท เพิ่ม 9.0% QoQ ครึ่งปีแรกรายได้ 2,780 ล้านบาท กำไร 308 ล้านบาท ธุรกิจอาหารกุ้งส่งออกโต 62% บอร์ดอนุมัติปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย 26 สิงหาคม 2569 (ที่มา: ทันหุ้น)
MMM (Last Price 2.92 บาท YTD return -4.90%)
MMM รายงานผลไตรมาส 2/2569 รายได้ 239.96 ล้านบาท เพิ่ม 30.14% กำไรสุทธิ 37.52 ล้านบาท เพิ่ม 19.59% YoY ครึ่งปีแรกรายได้รวม 446.14 ล้านบาท เพิ่ม 31.45% บอร์ดอนุมัติปันผล 0.06 บาทต่อหุ้น เป็นไตรมาสที่ 10 ติดต่อกัน XD 13 สิงหาคม 2569 โดยใช้โมเดล Pre-AMC แบบ Asset-Light ไม่มีหนี้สินทางการเงิน (ที่มา: ทันหุ้น)
Macro & Policy
-
ดัชนี Dow Jones ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากความหวังดีลตะวันออกกลาง หลังทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านและประกาศเปิดโต๊ะเจรจาใหม่ในวันจันทร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น Futures ก็พุ่งตามความคาดหวังการลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
-
สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยนเป็นครั้งประวัติศาสตร์ โดยเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 157 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับ 163 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ทศวรรษ รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ต้องการหลีกเลี่ยงการขาย Treasury ในตลาดพันธบัตรที่ไวต่อความรู้สึก โดยอาจใช้กลไก Fed FIMA Repo Facility ช่วยสนับสนุนเงินเยน ขณะที่ Citadel Securities ชื่นโนบายของ Warsh สร้างความไม่แน่นอนให้นักลงทุน
-
ราคาน้ำมันดิบ ร่วงแรงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ หลังทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านและ OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิต ส่งผลให้ War Premium ในตลาดย้ำมันหายไป WTI และ Brent ปรับลดลงกว่า 5% US Treasury Yield ปรับลดลงตามราคาน้ำมันที่ต่ำลง ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทั้งนี้ US Treasury ปรับเพิ่มประมาณการกู้ยืมในไตรมาส 3 เป็น 739,000 ล้านดอลลาร์
Corporate & Earning
-
Palantir รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่โดดเด่นมาก โดยรายได้เติบโต 93% year-over-year และบรรลุ Rule of 40 ที่ระดับ 155 รายได้เชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 150% บริษัทยังปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปีอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยแรงหนุนจากความต้องการ AI-powered data analytics ทั้งจากภาครัฐและเชิงพาณิชย์ ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 12% หลังประกาศผล ก่อนหน้านี้นักลงทุนเฝ้าดูว่า Palantir จะทำได้หรือไม่ หลังหุ้นตกกว่า 40% จากจุดสูงสุดในปีนี้
-
Amazon มูลค่าตลาดแตะเกิน 3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังประกาศผลไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง รายได้รวม 200.60 พันล้านดอลลาร์ เพิ่ม 19.6% YoY กำไรจากการดำเนินงาน 27.50 พันล้านดอลลาร์ เพิ่ม 43.2% YoY กำไรต่อหุ้น 5.75 ดอลลาร์ AWS เร่งตัวขึ้นเป็น 37% YoY รายได้ 62.60 พันล้านดอลลาร์ บริษัทปรับเพิ่มงบลงทุน FY26 เป็นประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับ AWS และ Generative AI
-
Microsoft รายงาน CY26Q2 รายได้ 90,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 18% YoY กำไรสุทธิ 35,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 31% YoY Intelligent Cloud รายได้ 39,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 32% YoY นำโดย Azure ผู้ใช้ Microsoft 365 Copilot ทะลุ 30 ล้าน seat และบริษัทใน Fortune 500 เกือบ 90% ใช้งาน Agentic Framework ของ Microsoft บริษัทเพิ่มศูนย์ข้อมูล 31 แห่งใน 5 ทวีปในไตรมาสนี้ และปรับลด CY26 Capex เป็น 175,000 ล้านดอลลาร์จาก 190,000 ล้านดอลลาร์
-
Snap รายได้เกินคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยได้แรงหนุนจากโฆษณาช่วง World Cup ราคาหุ้นพุ่ง 8% หลังประกาศผล พร้อมคาดการณ์ยอดขายที่แข็งแกร่ง ด้าน Visa เข้าซื้อกิจการ BioCatch บริษัท Cybersecurity มูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือกับ AI-Powered Scams ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยาย Value-Added Services ที่เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของบริษัท
Geopolitics & Risk
-
ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านและเปิดการเจรจาใหม่ในวันจันทร์ โดยระบุว่าการเจรจากำลังดำเนินอยู่ แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจา ทรัมป์ยังระบุว่าช่องแคบ Hormuz อาจเปิดได้ภายใน 1 วัน ขณะที่แพลตฟอร์มการพนัน Kalshi ประเมินโอกาสดีล Nuclear Deal สหรัฐฯ-อิหร่านก่อนมกราคม 2570 อยู่ที่เพียง 29%
-
25 รัฐในสหรัฐฯ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ กรณีออกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วกรอบใหม่ โดยอ้างว่าภาษีดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและแทนที่อัตราภาษีที่ถูกศาลสั่งยกเลิกไปก่อนหน้า ขณะที่ทรัมป์กล่าวหา Exxon และ Chevron ว่าทำกำไรเกินควรจากราคาน้ำมันสูงระหว่างความขัดแย้งกับอิหร่าน และเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันลดราคาน้ำมัน









