ราคาน้ำมันพุ่งหลังเจรจาเปิดฮอร์มุซดูยืดเยื้อ

ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.36 จุด ปิดที่ระดับ 1,624.36 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่บางลงอีกเล็กน้อยที่ 6.2 หมื่นลบ. โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้น DELTA ตามราคาหุ้น DELTA Taiwan ที่พุ่งขึ้นแรง ขณะที่กลุ่ม Domestic Play เผชิญแรงขาย สถาบันในประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้น 773 ลบ. ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิบางๆ 51 ลบ. (แต่ Long สุทธิ Index Futures เล็กน้อย 3.3 พันสัญญา)

แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,615-1,630 จุด โดยมีปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นหลังการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซดูยืดเยื้อหลังต่างฝ่ายต่างยังมีข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ยังยากที่จะบรรลุ ล่าสุด Brent ดีดขึ้น 5% แตะระดับ US$87 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ Bond Yield กลับมาดีดตัวขึ้น กลุ่มพลังงานต้น-กลางน้ำ และ Commodity คาดช่วยพยุงตลาด ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีคาดมีแรงขายทำกำไรสลับและตลาดยังคงจับตาประเด็นเงินลงทุนที่สูง ด้านกลุ่ม Domestic Play คาดว่าจะ มีแรงกดดันเช่นกันจากราคาพลังงานและ Bond Yield ที่ปรับขึ้นกดดันกำลังซื้อและ Sentiment ด้านปัจจัยที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ยังอยู่ที่ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI PPI สหรัฐฯเดือน ก.ค. ในคืนวันพุธ-พฤหัสฯ หากออกมาต่ำกว่าคาดจะช่วยลดแรงกดดันและความน่าจะเป็นที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลงได้ ส่วนปัจจัยในประเทศโฟกัสยังอยู่ที่การรายงานผลประกอบการ 2Q26 โค้งสุดท้าย โดยเท่าที่ออกมาแล้วดีกว่าคาด 10% หนุนให้ประมาณการ EPS SET ปี 2026 ปัจจุบันของเราปรับขึ้นสู่ระดับ 102 บาท สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจในที่ฟื้นตัว รวมถึงบวกต่อดัชนีในแง่ Valuation ของดัชนีที่ปรับตัวลดลง ระยะกลาง-ยาวเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม Domestic/Consumption และ Yield-Sensitive Play บนสมมติฐานสถานการณ์สงครามผ่อนคลายลงใน 2H26 และเศรษฐกิจไทยยังได้แรงหนุนจากนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลาย ส่วนภาคการลงทุนที่ได้อานิสงส์จาก Investment Capex รอบใหม่ ระยะสั้นยังเน้น Selective Buy

กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง//ระยะกลาง-ยาวเน้น Domestic Play

หุ้นเด่นเดือน ส.ค : BTG, ITC, MAGURO, SJWD, STA

FSSIA Portfolio : BA, BBL, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, SAPPE, STA, TIDLOR

หุ้นเด่นวันนี้ : WHAUP
  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 8.60 บาท
  • กำไรสุทธิ 2Q26 ออกมาที่ 532 ลบ. +75% q-q, +276% y-y ดีกว่าเราและตลาดคาด 8%/18% และสูงสุดในรอบ 28 ไตรมาส หนุนจาก GHECO-1 กลับมาเดินเครื่องเต็มไตรมาส, โรงไฟฟ้าห้วยเหาะดีขึ้น และธุรกิจน้ำโต
  • คาดแนวโน้มกำไร 3Q26 ชะลอ q-q จาก Capacity Charge เลื่อนรับรู้ไป 4Q26 และ SPP margin ถูกกดดันจากต้นทุนก๊าซสูง คงประมาณการกำไรปี 2026 +52% y-y ยังเป็นหนึ่งใน Top Pick กลุ่มโรงไฟฟ้าและได้ประโยชน์สูงจาก Theme Data Center
  • แนวรับ 7.50-7.45 บาท แนวต้าน 7.90-8//8.20//8.40 บาท

ประเด็นสำคัญวันนี้ :

(-) WHA กำไรปกติ 2Q26 ที่ 659 ลบ. -15% q-q, +18% y-y ต่ำกว่าเรา/ตลาดคาด 36%/25% จากยอดโอนที่ดินเพียง 208 ไร่ ต่ำกว่าคาด ขณะที่ Recurring Businesses ทั้ง Rental, Utilities ยังแข็งแกร่ง ช่วยพยุงกำไร แม้กำไรปกติ 1H26 คิดเป็นเพียง 29% ของประมาณการทั้งปี แต่คาด 2H26 ฟื้นจาก backlog ที่ดิน 1,464 ไร่ และการขายสินทรัพย์เข้า WHART/WHAIR ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท แนะนำ “ถือ”

(0) CENTEL กำไรปกติ 2Q26 ที่ 109 ลบ. -90% q-q, flat y-y ต่ำกว่าเราคาดเล็กน้อย 8% แต่ตามตลาด คาด 2Q26 เป็นจุดต่ำสุดของปี และกำไรจะฟื้นต่อเนื่องใน 2H26 จากโรงแรมฟื้น, premium food brands และ high season ใน 4Q26 คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 43 บาท

(0) TFG กำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.47 พันลบ. -28% q-q, -42% y-y ตามคาด จากราคาหมูและไก่ที่ลดลง กดดัน GPM แม้ธุรกิจ retail ยังโตแข็งแกร่งจากการขยายสาขา คาดกำไร 3Q26 ฟื้นจากราคาหมูและไก่ไทยที่เริ่มกลับขึ้นเหนือจุดคุ้มทุน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11.30 บาท

(+) SNNP กำไร 2Q26 ที่ 70 ลบ. +16% q-q, -46% y-y ตามคาด ฟื้น q-q จากยอดขายในประเทศและต่างประเทศ คาดฟื้นต่อใน 2H26 โดย 3Q26 รายได้อาจกลับมาโต y-y ครั้งแรกใน 6 ไตรมาส และกำไรคาด 80-100 ลบ. ก่อนโตต่อใน 4Q26 ส่วนปี 2026 คาดกำไร 330 ลบ. -36% y-y

(-) ตลาดดาวโจนส์ปิดลบ โดย Dow Jones ปิดที่ 53,975.98 จุด ลดลง 60.95 จุด หรือ -0.11% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 7,753.11 จุด ลดลง 4.53 จุด หรือ -0.06% และ Nasdaq ปิดที่ 26,605.36 จุด ลดลง 85.26 จุด หรือ -0.32% จากความไม่แน่นอนว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ รวมถึงแรงขายหุ้น Intel และหุ้นกลุ่มชิป

(0) ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังหนุนราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง

(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามทิศทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ปรับตัวลงเมื่อคืน หลังราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

(0) ค่าเงินบาทเบื้องต้นทรงตัวค่อนไปทางอ่อนค่า โดยขยับมาอยู่ 33.005 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.02%

(+) ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 4.17 ดอลลาร์ หรือ 4.99% ปิดที่ 87.72 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยใช้ Brent เป็น benchmark หลังข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเรื่องค่าชดเชยจากสงครามลดโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความกังวลด้านอุปทานเพิ่มขึ้น

(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 20.00 ดอลลาร์ หรือ 0.45% ปิดที่ 4,419.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้แรงหนุนจากแรงซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด

- Advertisement -