บล.ฟิลลิป:
TFG กำไร 2Q69 หดตัวตามคาด
ซื้อ TP’69: 12.00
TFG รายงานกำไร 2Q69 ดีกว่าคาดเล็กน้อย โดยลดลง 42.2% y-y จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงและราคาเนื้อสัตว์ที่อ่อนตัว รายได้จากธุรกิจค้าปลีกยังคงเป็นหัวหอกสำคัญ เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 29.45% y-y ใน 2Q69 จากการขยายสาขาเชิงรุกสู่ 748 แห่ง ซึ่งช่วยลดความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรได้ดี แนวโน้ม 2H69 คาดฟื้นตัวต่อเนื่อง q-q จากอานิสงส์ราคาเนื้อสัตว์ที่ฟื้นตัว ต้นทุนข้าวโพดที่ลดลง และนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐที่จะช่วยหนุนยอดขายร้านค้าปลีกในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วย Upside ที่เปิดกว้าง 25% และ Dividend yield ที่จูงใจ แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 12.00 บาท
| งบรวม | 2Q69 | 1Q69 | 2Q68 | % y-y | % q-q | 6M69 | 6M68 | % y-y |
| กำไร | 1,474 | 2,047 | 2,552 | -42.2 | -28 | 3,521 | 4,589 | -23.3 |
| EPS | 0.25 | 0.35 | 0.44 | -42.2 | -28 | 0.60 | 0.79 | -23.3 |
หมายเหตุ: กำไร = ล้านบาท, EPS = บาท
-
กำไรสุทธิ 2Q69 หดตัวตามคาด: กำไรสุทธิใน 2Q69 อยู่ที่ 1,474.46 ล้านบาท ดีกว่าคาดเล็กน้อย (1,358 ล้านบาท) แต่ปรับตัวลดลง -42.22% y-y และลดลงประมาณ -28% q-q สาเหตุหลักมาจากราคาขายเนื้อไก่และสุกรที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือ 18.45% (จาก 24.02% ในปีก่อน และ 21% ในไตรมาสก่อนหน้า) นอกจากนี้บริษัทยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ (ข้าวโพด) และบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายสาขาค้าปลีก
-
ยอดขายรวมขยายตัว q-q นำโดยธุรกิจค้าปลีก: รายได้รวมใน 2Q69 อยู่ที่ 18,601.8 ล้านบาท (ลดลง -1.83% y-y แต่เพิ่มขึ้น +4% q-q) ธุรกิจค้าปลีก (Retail): รายได้อยู่ที่ 8,756 ล้านบาท เติบโตโดดเด่น +29.45% y-y จากการขยายสาขาต่อเนื่องจนครบ 748 สาขา ณ สิ้นไตรมาส แม้ SSSG จะติดลบราว 5% จากฐานราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง ธุรกิจหมู (Swine): ในไทยราคาหน้าฟาร์มลดลงถึง 15 บาท/กก. แต่การเน้นขายผ่านร้านค้าปลีกของตนเองช่วยพยุงราคาให้บวกได้ราว 2% ขณะที่ในเวียดนามมีปริมาณขายเติบโตถึง 10% ส่งผลให้มูลค่าการขายรวมในเวียดนามเพิ่มขึ้นประมาณ 15% ธุรกิจไก่ (Chicken): ปริมาณขายและราคาลดลงเล็กน้อย ส่งผลให้รายได้รวม (รวมช่องทางค้าปลีก) ลดลงราว 3%
-
คงราคาพื้นฐาน แนะนำซื้อ: เรายังคงราคาพื้นฐานปี 69 ที่ 12.00 บาทต่อหุ้น แม้กำไรใน 2Q69 จะชะลอตัวลง y-y และ q-q จากแรงกดดันด้านราคาเนื้อสัตว์และต้นทุนข้าวโพด คาดว่าไตรมาส 2 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีและจะฟื้นตัวเด่นใน 2H69 จากราคาเนื้อสัตว์ที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ประกอบกับต้นทุนข้าวโพดใน 3Q69 มีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้บริษัทยังมีศักยภาพการเติบโตจากการขยายสาขาค้าปลีกตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ 850 สาขาภายในสิ้นปีนี้ เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ 9.60 บาท พบว่ามี Upside อยู่ที่ +25.00% และเมื่อรวมกับคาดการณ์เงินปันผลปี 2569 ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend yield 6.25% จะมีผลตอบแทนรวมราว 31.25% คงคำแนะนำ “ซื้อ”








