บล.กรุงศรีฯ:

SCGP (Neutral; TP27F =31.0)

เรามอง slightly positive ต่อการประกาศขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับแผ่นยิปซัมของ SCGP เกือบ 5 เท่าตัว หรือราว 9% ของกำลังการผลิต packaging paper ทั้งหมด คาดเป็นโครงการที่มีกลุ่มลูกค้าหลักรองรับการขยายตัว และมีความยืดหยุ่นในการ switch การผลิตมากลุ่มลูกฟูกได้หากความต้องการของตลาด plasterboard ผันผวน เบื้องต้นคาดหลังผลิตเต็มที่จะสร้างกำไรได้ราว 500-700 ลบ./ปี หรือเป็น upside ต่อกำไร 2029F ราว 5-8% ส่วนมูลค่าเพิ่มต่อ TP จำกัดจาก CAPEX/ตัน ที่สูงเทียบเท่าการ M&P อย่าง fajar (กำลังการผลิต 1.8 ล้านตัน ใช้เงิน 4.4 หมื่นลบ.)

ความเสี่ยงสำคัญ: run rate ต่ำคาด, การแข่งขันที่สูงกว่าคาดจากความต้องการใช้ที่ชะลอจากสภาวะเศรษฐกิจ, การ ramp-up การผลิตไม่เป็นไปตามคาด

รายละเอียดโครงการ

บริษัทประกาศขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัม (Plasterboard Liner) ราว 400,000 ตัน/ปี vs. กำลังการผลิตปัจจุบันราว 70,000 ตัน/ปี ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้า HVA และ หนึ่งในสาย Packaging paper (สามารถ switch มาผลิตกระดาษผิวกล่องลูกฟูกได้) คิดเป็นราว 8.7% ของกำลังการผลิต packaging paper รวม 4.6 ล้านตัน ในปัจจุบัน

เงินลงทุนราว 9,846 ลบ. (ส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร) ส่วนใหญ่เป็นการให้กู้จาก SCGP (แม่ให้บริษัทย่อยกู้) อัตราดอกเบี้ยราว 2.7%

กลุ่มลูกค้าแผ่นยิปซัมที่ใช้ในอาคารต่างๆ มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น Saint-Gobain หรือ Knauf โดยบริษัทประเมินความต้องการตลาดกระดาษยิปซัมโตราว 4-5%/ปี

เริ่มก่อสร้างภายใน 2026 และ COD ภายใน 4Q28 ตั้งเป้าผลิตเต็มที่ภายใน 2 ปี (ภายใน 2030)

- Advertisement -