ยังดูขาดปัจจัยหนุน แต่หุ้นคุณค่ามีแนวโน้ม Outperform Tech
MARKET UPDATE
DJIA เมื่อคืนปิดลบ 374 จุด (-0.7%) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจะกดดันเงินเฟ้อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 2.7% จากการเปิดฉากโจมตีกันระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่อาจกดดันอุปทานของน้ำมันโลก โดยราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเด่นได้แก่ NVDA +1.5% MU +2.8% XOM +2.7% TSLA +6%
MARKET OUTLOOK
ปัจจัยต่างประเทศ
ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับทิศทางสงครามและภาวะเงินเฟ้ออย่างเมื่อคืน US Bond Yield กลับมาขยับขึ้นแรงอีกครั้งโดยเฉพาะอายุ 2 ปีและ 10 ปี ทำจุดสูงสุดใหม่ตั้งแต่ ม.ค. 25 และ 30 ปีจากที่เคยปรับลงก่อนหน้านี้ก็กลับมาฟื้นตัว ยังเชื่อลึกๆว่าสหรัฐฯจะไม่ปล่อยให้ Yield ขยับขึ้นแรงเพราะก่อนหน้านี้คลังได้ประกาศจะเข้ามาดูแลและอีกหนทางที่จะช่วยชะลอ Yield ได้คือทำให้สงครามผ่อนคลาย จากนี้จึงแนะรอติดตามท่าทีของทรัมป์ ล่าสุด CME FED Watch ให้น้ำหนักกว่า 65% ที่ FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ปลายสัปดาห์นี้รอติดตามแรงงานสหรัฐฯที่จะมีผลต่อการตัดสินใจดอกเบี้ย คืนนี้รอตัวเลขตำแหน่งเปิดรับสมัครงาน คาดไว้ที่ 7.3 ล้านตำแหน่ง
ปัจจัยในประเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ค. พบว่าขยายตัวจากเดือนก่อนจากแรงส่งของสินค้า TECH และมีแรงหนุนจากภาครัฐ มองบวกกับ AMATA WHA HANA KCE DELTA SET INDEX วานนี้แกว่งบวก 0.4% อาจเป็นเพราะส่วนมากเป็นหุ้นไม่ได้กระทบกับดอกเบี้ยขาขึ้นพร้อมกับสัดส่วน TECH ที่ไม่ได้มาก
วันนี้ประเมิน SET กรอบ 1585 – 1610 เช้านี้ KOSPI -1.2% อาจกดดันหุ้น TECH แต่ Non Tech เชื่อว่ายังดี เชิงกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้น Value อาทิ ธนาคาร (BBL KKP KTB SCB KBANK) สื่อสาร (ADVANC) ค้าปลีก (CPALL CPN HMPRO CRC) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT)
TOP PICK
CPN ซื้อ ราคาเป้าหมาย 80 Bt
ปัจจัยบวกจากภาพรวมธุรกิจที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเปิดศูนย์ใหม่ที่ล่าสุดมีความชัดเจนถึงปี 2028 แล้ว
KBANK ซื้อ ราคาเป้าหมาย 259 Bt
คาดการณ์กำไรสุทธิในปี 2026 จะเติบโต 2% และขยายตัว 4% ในปี 2027 หนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว และ Cost to income ratio ลดลง









