ตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในช่วงพักฐาน เพราะสงคราม เงินเฟ้อ ที่กดดัน แต่กลุ่มพลังงานโดดเด่น
MARKET UPDATE
DJIA เมื่อคืนปิดลบ 419 จุด (-0.8%) ถูกกดดันจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ทั่วโลกรวมถึงน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นเป็นอีกแรงกดดันเป็นไปตามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อคืนปิดบวก 4.6% ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเด่นได้แก่ AAPL +2.6%
MARKET OUTLOOK
ปัจจัยต่างประเทศ
สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านกลับมารุนแรงอีกครั้งทางสหรัฐฯระบุว่าได้โจมตี IRGC พร้อมกับ Trump ระบุใน Social ว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่และทรงพลัง แต่ถึงอย่างนั้นครั้งใหญ่กว่านี้ยังรอจังหวะอยู่และเมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่เหลืออิหร่านอีกเลย เมื่อคืน US Bond Yield ขยับขึ้นแรงทั้งอายุ 2 ปี 10 ปี แม้เมื่อคืนจะมีการ ISM PMI ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ รวมถึงตำแหน่งเปิดรับสมัครงานที่ต่ำกว่าคาดการณ์ก็ตามแต่ก็ไม่เพียงพอจะกดดันให้ Yield ลดลง ล่าสุด CME FED Watch ให้น้ำหนักมากถึง 67% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. คืนนี้รอติดตามการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP คาดไว้ที่ 4.7 หมื่นราย
ปัจจัยในประเทศ
SET INDEX ยังถูกจำกัด Upside ไว้เช่นเดียวกับหุ้นทั่วโลกแต่อย่างไรก็ตามวานนี้มีสัญญาณบวกเล็กน้อยจากการกลับมาซื้อของต่างชาติราว 2 พันล้านบาท ทั้งนี้ปัจจัยพื้นฐานมิได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะเป็นเพียงแรงกดดันภายนอก
ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1570 – 1600 เช้านี้ Kospi ลบ (-2.68%) อาจกดดันต่อหุ้น TECH แต่เชื่อว่าจะได้แรงหนุนจากกลุ่มอื่นเช่น พลังงานและปิโตรเคมี กลยุทธ์การลงทุนเน้นเลือกหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ อาทิ Energy (PTT PTTEP PTTGC) และ Domestic Play (BBL KBANK KTB CPN CPALL HMPRO ADVANC TRUE KKP M ICHI) เชื่อว่าหากสงครามคลี่คลายก็มีโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวสำหรับตลาดหุ้น
TOP PICK
BCH (ซื้อ) ราคาเป้าหมาย 13.20 Bt
คาดกำไรใน 2H26 จะทำได้ตามประมาณการ เนื่องจากเป็นช่วง High Season และรายได้ผู้ป่วยต่างชาติใน 2H26 โดยคาดจะเติบโต YoY จากกลุ่มตะวันออกกลาง
PR9 (ซื้อ) ราคาเป้าหมาย 20 Bt
แนวโน้มกำไรใน 3Q26 คาดจะขยายตัว QoQ/YoY จากการลงทุนเครื่องมือรักษาโรคเฉพาะทาง อาทิ เครื่องฉีดสีสวนหลอดเลือด 2 ระนาบ









