ธปท. แถลงเศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง แรงหนุนวัฏจักรเทคโนโลยีโลกและท่องเที่ยวฟื้นตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีทิศทางขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคการส่งออกที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น ท่ามกลางเสถียรภาพเศรษฐกิจที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากเดือนก่อนตามราคาพลังงาน

การส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย (ไม่รวมทองคำ) ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วปรับเพิ่มขึ้น 2.3% จากเดือนก่อน และขยายตัวถึง 22.3% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน นำโดยสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ ฮ่องกง และจีน ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมในภาคการผลิตสะท้อนจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ที่เพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนก่อน ด้านภาคบริการและการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น 7.6% จากเดือนก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป และตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน หลังจากการบินทยอยฟื้นตัวส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการและสาขาโรงแรมร้านอาหารขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว ขณะที่การลงทุนชะลอลง เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน (PCI) ขยายตัว 1.2% จากเดือนก่อนหน้า ตามการใช้จ่ายในหมวดบริการและสินค้าคงทน เช่น ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งได้รับผลดีจากมาตรการภาครัฐและวันหยุดยาวพิเศษปลายเดือน ในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น 10.1% YoY รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น 8.0% YoY และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจกลับมาขยายตัวที่ 1.8% YoY จากการเร่งเบิตจ่ายในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและคมนาคม อย่างไรก็ดี เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน (PII) ปรับลดลงเล็กน้อยที่ -0.3% จากเดือนก่อน จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่นำเข้าสินค้าทุนชะลอลงหลังจากมีการเร่งตัวไปในช่วงก่อนหน้า

ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ชะลอตัวและค่าเงินผันผวน ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนกรกฎาคม 2569 ขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ -1.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (ปรับดีขึ้นจากที่ขาดดุล -3.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในเดือนก่อน) เป็นผลจากดุลการค้าที่ปรับเข้าสู่ภาวะสมดุลเนื่องจากมูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิงและทองคำลดลง ส่งผลให้ภาพรวมการนำเข้า (ไม่รวมทองคำ) ลดลง -5.4% จากเดือนก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.95% YoY จากราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศที่ลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นบ้างจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนในหมวดอาหารสำเร็จรูป สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ สรอ. ในเดือนกรกฎาคมปรับอ่อนค่าลงจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ก่อนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. ในช่วงเดือนสิงหาคม (ข้อมูลถึง 25 ส.ค. 2569) ขณะที่ตลาดแรงงานการจ้างงานโดยรวมยังคงทรงตัวแต่มีความเปราะบางจากการแจ้งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ที่เพิ่มขึ้น

ทิศทางและแนวโน้มที่ต้องติดตาม ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุถึงวิสัยทัศน์และการดำเนินงานในระยะข้างหน้าว่า “แม้เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมนี้จะขยายตัวได้ดีจากปัจจัยภายนอกและมาตรการสนับสนุนภายในประเทศ แต่ในระยะข้างหน้า ธปท. ยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมิน 5 ประเด็นสำคัญอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1) ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก 2) พัฒนาการของสงครามและนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 3) ผลสัมฤทธิ์ของมาตรการรัฐ 4) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และ 5) พัฒนาการของสถานการณ์ภัยแล้งเอลนีโญ ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมของนโยบายการเงินในการดูแลเสถียรภาพและสนับสนุนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

- Advertisement -