บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Asefa (ASEFA.BK/ASEFA TB)
ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นดัน Backlog ใน 2Q69 ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Outperform‧Maintained)
Event
Earnings call (opportunity day).
Impact
Backlog hit all time high
Backlog ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ที่ 4.6 พันล้านบาท ณ สิ้น 2Q69 บริษัทรับรู้รายได้รวมทั้งสิ้น 2.8 พันล้านบาทใน 1H69 (จาก Backlog ตั้งต้น 4.2 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2568) โดยรายได้จากธุรกิจ Data center คิดเป็นสัดส่วนราว 47% ของรายได้รวมใน 1H69 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเพียง 9% ใน 1H68 ผู้บริหารยังเปิดเผยว่า Backlog ใน 2Q69 ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 4.6 พันล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ว่ามีคำสั่งซื้อใหม่ (New order intake) สูงถึง 3.1 พันล้านบาทตลอดช่วง 1H69 เรามองว่าการเติบโตดังกล่าวมาจากความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับระบบจำหน่ายและส่งไฟฟ้า (Electrical distribution and transmission systems) รวมถึงตู้สวิตช์บอร์ด (Switchboard cabinets) สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการ Data center และโครงการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลอื่นๆ ผู้บริหารระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ราว 75-76% โดยยังเหลือช่องว่างสำหรับการขยายกะการทำงานและการจ้างผลิตภายนอกเพิ่มเติม หากความต้องการเร่งตัวขึ้นอีกในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะจากโครงการ Data center
งานระหว่างตรวจรับหนุนลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นชั่วคราว รอทยอยรับรู้เป็นกระแสเงินสดไตรมาสหน้า
Cash flow from operations ใน 2Q69 ติดลบเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว -325 ล้านบาท (ขยายตัวจาก -45 ล้านบาทใน 2Q68 และ -270 ล้านบาทใน 1Q69) ซึ่งเป็นผลมาจากการรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจรับ/ตรวจสอบงาน (Acceptance/inspection procedures) ส่งผลให้ลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์จากสัญญา (Trade receivables and contract assets) เพิ่มขึ้น 794 ล้านบาท QoQ อย่างไรก็ดี ผู้บริหารกำลังติดตามกระบวนการตรวจรับงานอย่างใกล้ชิด และคาดว่ากระแสเงินสดจะทยอยรับรู้ตั้งแต่ไตรมาสหน้าเป็นต้นไป เงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้เพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ยังส่งผลให้ D/E ratio เพิ่มขึ้นเป็น 1.49 เท่าใน 2Q69 จาก 1.13 เท่าใน 1Q69 เราประเมินว่าในระยะสั้น การรับงานโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องของ ASEFA อาจทำให้ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนอยู่ในระดับสูงต่อไป และ D/E ratio อาจยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แม้ว่ากระแสเงินสดจากงานที่ตรวจรับแล้วจะทยอยรับรู้ในไตรมาสถัดๆ ไป อย่างไรก็ตาม เราสังเกตว่า Interest-bearing debt ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.67 เท่าใน 2Q69 (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.47 เท่าใน 1Q69) จึงทำให้เรายังคงมองว่าความเสี่ยงด้าน Default risk อยู่ในระดับต่ำ
Valuation & action
เรายังคงประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายที่ 9.7 บาท โดยอิงจาก Forward PE ที่ 11 เท่า บน EPS ปี 2570F ที่ 0.88 บาท ทั้งนี้ Forward PE บนประมาณการกำไรปี 2569-70F ของเราอยู่ที่เพียง 8.1 เท่า และ 7.4 เท่าตามลำดับ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มความต้องการที่ยังคงเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งราคาคาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า เราคาดการณ์ Dividend yield ที่ราว 6.2% และ 6.8% สำหรับปี 2569-70F ตามลำดับ โดยอิงจากนโยบายจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำ (Minimum dividend payout policy) ที่ 50% (โดยมี Upside potential หากบริษัทเลือกจ่ายเงินปันผลสูงกว่าระดับนโยบายขั้นต่ำนี้)
Risk
เศรษฐกิจชะลอตัว; ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น








