KS Daily View 15.10.2026 >>> เงินเฟ้อสหรัฐฯสูงกว่าคาด กระตุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ย กดดันสินทรัพย์เสี่ยง มอง SET วันนี้ 1,560-1,585 จุด cนะนำ KTB, ITC
แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,575.88 เพิ่มขึ้น +4.14 จุด (+0.26%) แรงซื้อเด่นในหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 5,690 ลบ. ส่วนวันนี้ประเมิน SET index คาดอ่อนตัวในกรอบ 1,560-1,585 จุด แรงกดดันหลักจากการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯเดือน ก.ย. ที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าตลาดคาด โดย US CPI +3.7%YoY จาก 3.4% ในเดือน ส.ค. สูงกว่าคาดที่ 3.6% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้น ส่วน US Core CPI ที่ +2.6%YoY จาก 2.4% และสูงกว่าคาดที่ 2.5% สะท้อนแรงกดดันของราคาพลังงานที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ จากตัวเลขดังกล่าวหนุนตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. สู่ระดับ 37% จากคาดเดิมที่ 24% แต่อย่างไรก็ดีโอกาสดังกล่าวก็ยังไม่เกิน 50% บ่งชี้น้ำหนักการขึ้นจริงยังคงอยู่ในช่วงการประชุมเดือน ธ.ค. มากกว่า สำหรับค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าเล็กน้อย คาดยังเป็นปัจจัยหนุนการอ่อนค่าในระยะสั้นของคาเงินบาท ส่วนประเด็นที่น่าติดตามคืนนี้เกาะติดยอดค้าปลีก US และ ดัชนี US PPI & Core PPI สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังเน้นรอย่อตั้งรับหุ้นพื้นฐานดี ที่มีปันผลสูง และ Valuation ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยสำหรับวันนี้แนะนำ KTB, ITC
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- CPI สหรัฐฯ เดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 0.6% MoM และ 3.7% YoY สูงสุดในรอบ 5 เดือน จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งขึ้น ขณะที่ Core CPI เพิ่ม 0.3% MoM และ 2.6% YoY สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ขยายจากพลังงานไปยังสินค้าและบริการ ส่งผลให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. มากขึ้น ก่อนการประชุมFed วันที่ 27–28 ต.ค. นี้ ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ประเมินเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อ SET ผ่านความเสี่ยงบอนด์ยีลด์และดอลลาร์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้น Growth และกลุ่มการเงินที่มีต้นทุนเงินทุนสูง แต่เป็นบวกต่อหุ้นส่งออกจากแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า
- IMF เตือนว่าราคาพลังงานสูงเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของอาเซียน โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างไทยและฟิลิปปินส์ ขณะที่มาตรการอุดหนุนหากยืดเยื้ออาจบั่นทอนฐานะการคลังและลดความสามารถรับมือวิกฤตในอนาคต พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการลงทุน โดยเราประเมินเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อกลุ่มขนส่ง สายการบิน และธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง แต่เป็นบวกระยะยาวต่อหุ้นพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เช่น GULF, GPSC, BGRIM จากแนวโน้มเร่งลงทุนและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ
- ครม.เห็นชอบสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” วงเงิน 5 หมื่นลบ. สำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ให้กู้ไม่เกิน 3 ลบ. ผ่อนสูงสุด 40 ปี โดยคิดดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรกที่ 2.6% หรือ 2.8% สำหรับเกณฑ์ผ่อนปรน เปิดยื่นตั้งแต่ 15 ต.ค. 2569 ถึง 30 ธ.ค. 2573 และคาดสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 1.25 แสนลบ. ประเมินเป็นจิตวิทยาเชิงบวกเล็กน้อยต่อผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงล่าง จากกำลังซื้อและโอกาสเข้าถึงสินเชื่อที่ดีขึ้น แต่ผลเชิงบวกขึ้นอยู่กับเกณฑ์อนุมัติและอัตราปฏิเสธสินเชื่อจริงของ ธอส.
- นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่กังวลว่า การเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาทและภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท หากครอบคลุมการเดินทางทางบก จะเพิ่มภาระแก่นักท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านที่เดินทางเข้าไทยบ่อยครั้ง และอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชายแดนลดลง จึงเสนอให้รัฐบาลยกเว้นการจัดเก็บสำหรับผู้เดินทางผ่านด่านทางบก ประเมินเป็นลบเชิง Sentiment ต่อหุ้นโรงแรมและค้าปลีกที่พึ่งพานักท่องเที่ยวชายแดน แต่ผลกระทบต่อหุ้นท่องเที่ยวขนาดใหญ่ยังจำกัด เนื่องจากมาตรการทางบกยังเป็นเพียงข้อเสนอและมีโอกาสได้รับการยกเว้น
Daily picks
KTB: ราคาพื้นฐาน 48.00 บาท
- การเติบโตของสินเชื่อและ NIM คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินเชื่อของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ SME และหน่วยงานภาครัฐที่เพิ่มขึ้น
- รายได้ค่าธรรมเนียมและคุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่อัตราสำรองต่อหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูงของ KTB น่าจะเอื้อให้ credit cost ทยอยลดลงในช่วงครึ่งหลังปี 2569
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 48 บาท จากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ความชัดเจนของแนวโน้มกำไร และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 6.5%
ITC: ราคาพื้นฐาน 20.60 บาท
- คาดกำไรปกติในไตรมาส 3Q69 อยู่ที่ 818 ลบ. (+4% YoY, +13% QoQ) หนุนจากการเติบโตของรายได้ โดยตลาดสหรัฐฯ และผลิตภัณฑ์ พรีเมียมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
- ผลกระทบด้านต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสงครามออกมาดีกว่าคาด แต่ค่าที่ปรึกษาแบบครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจอาจทำให้ประมาณการกำไรทั้งปีของเรามี downside เล็กน้อย
- แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ที่ 20.60 บาท โดยปัจจุบัน ITC ซื้อขายที่ PER ปี 2570 ที่ 13 เท่า (-1SD) เทียบกับ CAGR ของ core EPS ปี 69–71 ที่ 13% และให้Dividend Yield ที่ 5–7%
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
- วันพฤหัสบดี ติดตามยอดค้าปลีก US เดือน ก.ย. ,ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ US, ดัชนี US PPI & Core PPI, สต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ USและ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยูโรโซน เดือน ก.ย.
- วันศุกร์ ติดตามผลผลิตภาคอุตสาหกรรม US เดือน ก.ย., ดัชนี CPI ของยูโรโซน เดือน ก.ย. คาดที่ 3.8%YoY และ Core CPI ที่ 2.5%









