DAILY FOCUS: Sideway Up รอประกาศงบหุ้นขนาดใหญ่

ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ย่อตัวลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในช่วงของการรีบาวด์ โดยปิดลบ 4.01 จุด ที่ระดับ 1,575.02 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.7 หมื่นลบ. โดยยังมี่แรงซื้อกลับหุ้นขนาดใหญ่โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นต้น สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่อง 0.7 พันลบ.และ 0.9 พันลบ. ตามลำดับ (ต่างชาติ Short สุทธิ Index Futures 0.8 หมื่นสัญญา)

แนวโน้มตลาดวันนี้: เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,565-1,590 จุด โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ที่แม้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่ก็เริ่มมีการย่อพักตัวลงมา ในขณะที่บรรยากาศตลาดหุ้นต่างประเทศอื่นเริ่มฟื้นตัวกลับช่วยหนุน Sentiment โดยรวมให้เป็นบวกได้ ทั้งนี้ ยังต้องจับตาปัจจัยที่ตลาดรอให้น้ำหนักในสัปดาห์นี้คือการประชุมธนาคารกลางทั้ง Fed ECB และ BoJ ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งหมด แต่ต้องติดตามการส่งสัญญาณว่าจะ Hawkish มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้คาดว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการทยอยคาดการณ์และประกาศกำไร 3Q26 ของบจ. โดยสำหรับไทย เราคาดกำไรชะลอตัว q-q แต่ยังเติบโต y-y และค่อนข้างมีความผสมผสาน ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงเน้น Selective Buy ในหุ้นที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง รวมถึงมี Earnings Outlook และ Guidance เชิงบวก โดยปลายสัปดาห์นี้จะมีการประกาศงบ SCC ITC และ PTTEP ให้ได้ติดตาม

กลยุทธ์ : Selective Buy เน้นหุ้นกำไร 3Q26 แข็งแกร่ง // ระยะกลาง-ยาวยัง Rotate หา Value-Domestic Play

หุ้นเด่นเดือน ต.ค. : BBL, BCH, CBG, DELTA, STA

FSSIA Portfolio: BA, BBL, BTG, CPALL, CPN, ERW, GULF, ITC, PR9, SAPPE, STA, and TIDLOR

หุ้นเด่นวันนี้ : SCC

  • แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 312 บาท
  • กำไร 3Q26 ของ SCGD และ SCGP ที่เป็นไปตามคาด น่าจะทำให้ SCC ไม่มี surprise โดยกำไร 3Q26 น่าจะชะลอลงสู่ระดับปกติ 3.7 พันลบ. -68% q-q แต่ฟื้นจากขาดทุนใน 3Q25 และถือเป็นไตรมาสที่แข็งแรงแม้จะลดลง q-q จาก spread ของ HDPE ที่ยังสูง USD384/ตัน (-2% q-q, +16% y-y)
  • บริษัทเตรียมประกาศความชัดเจนและมูลค่า synergies จากการตั้ง JV ร่วมกับ PTTGC เร็วๆนี้ JV ดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์ขนาดใหญ่ติดอันดับ top 10 ของโลก
  • แนวรับ 275//271 บาท แนวต้าน 282//292//300 บาท

ประเด็นสำคัญวันนี้ :

(-) DELTA กำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 7.76 พันลบ. +28% q-q, +4% y-y ต่ำกว่าคาด 7% จากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ 1.86 พันลบ. หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรปกติอยู่ที่ 8.93 พันลบ. สูงกว่าคาด 7% และ GPM อยู่ที่ 29.8% สะท้อนธุรกิจ Power Electronics และ AI ยังแข็งแกร่ง ขณะที่วัตถุดิบขาดแคลนและค่าใช้จ่าย SG&A สูงยังเป็นข้อจำกัด คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 290 บาท

(+) SCGP กำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 2 พันลบ. +99% y-y สูงกว่าคาด 10% หนุนจากรายได้แข็งแกร่ง Margin สูง และการควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะที่ Fajar มีกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 จากราคาขายที่ดีขึ้นและการปรับโครงสร้าง คาดกำไรปี 2026–28 ทำสถิติสูงสุดใหม่ ปรับราคาเป้าหมายเป็น 38 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ”

(+) BJC คาดกำไรปกติ 3Q26 โต 34.1% y-y หนุนจากยอดขาย Big C และกำไรเต็มไตรมาสของ MM Mega Market ขณะที่การลดค่าใช้จ่ายและการฟื้นตัวของธุรกิจเวียดนามจะเห็นผลชัดเจนในปี 2027 คาดกำไรปี 2027 โต 14.8% ปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 22.20 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”

(0) WHAUP คาดกำไร 3Q26 อยู่ที่ 396 ลบ. ลดลง 25% q-q และ 22% y-y จาก Capacity Charge ลดลงและ Margin โรงไฟฟ้า SPP ถูกกดดันจากต้นทุนก๊าซสูง แต่คาดกำไร 4Q26 ฟื้นตัวจากการรับรู้ Capacity Charge ที่เลื่อนมาจาก 3Q26 คาดกำไรปี 2026–27 โต 52% และ 25.4% ตามลำดับ หนุนระยะยาวจากความต้องการใช้น้ำของ Data Center คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 8.60 บาท

(0) RBF คาดกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 160 ลบ. -1% q-q แต่ +58% y-y อาจต่ำกว่าคาดเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ยังเติบโตดีและ Tax rate ต่ำจากสิทธิ BOI คาดกำไรฟื้นตัวใน 4Q26 และเติบโตต่อในปี 2027 หนุนจากการขยายตลาดจีนและอินเดีย คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท

(+) ตลาดดาวโจนส์ปิดบวก โดย Dow Jones ปิดที่ 52,377.57 จุด เพิ่มขึ้น 15.99 จุด หรือ +0.03% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 7,722.60 จุด เพิ่มขึ้น 45.83 จุด หรือ +0.60% และ Nasdaq ปิดที่ 26,477.81 จุด เพิ่มขึ้น 308.43 จุด หรือ +1.18% จากแรงซื้อหุ้นกลุ่ม AI ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการไตรมาส 3 และการประชุมเฟด
(+) ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดย STOXX 600 เพิ่มขึ้น 0.47% จากผลประกอบการบริษัทที่แข็งแกร่งและราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง แม้หุ้น HSBC ถูกกดดันจากรายได้รายไตรมาสต่ำกว่าคาด
(+) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก โดยปรับตัวตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ปิดบวกเมื่อวานนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งปรับตัวขึ้นตามหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดสหรัฐฯ หลังความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตในระยะต่อไปของบริษัทเหล่านี้เริ่มคลี่คลายลง
(-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดย Current อยู่ที่ 33.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ Previous ที่ 33.770 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 0.08%
(-) ราคาน้ำมันดิบลดลง 1.93 ดอลลาร์ หรือ 1.67% ปิดที่ 113.88 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน หลังมีรายงานการจัดประชุม 4 ฝ่ายระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน และอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการเลือกตั้งของอิสราเอล ซึ่งอาจชี้ชะตาทางการเมืองของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และอาจมีผลต่อพัฒนาการในการทำสงครามกับอิหร่าน
(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 36.20 ดอลลาร์ หรือ 0.90% ปิดที่ 4,074.60 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ชะลอตัวลงและการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยเฟด
- Advertisement -